ทริปเยือนจีนของทรัมป์ยิ่งตอกย้ำ “อำนาจโลก” กำลังเคลื่อนไปทางตะวันออก ทริปเยือนจีนของทรัมป์ยิ่งตอกย้ำ “อำนาจโลก” กำลังเคลื่อนไปทางตะวันออก
นิตยสารไทม์ (TIME) รายงานเชิงวิเคราะห์ถึง "ผลลัพธ์" การประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เป็นเหมือนการตอกย้ำให้เห็นอีกครั้งว่า "อำนาจโลก" กำลังเคลื่อนไปทางตะวันออก
แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะก้าวลงจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันในช่วงดึกวันพุธ ท่ามกลางเสียงต้อนรับของเด็กนักเรียนที่มาโบกธงรอต้อนรับ และรายล้อมด้วยมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการเทคโนโลยี แต่ก็เพียงไม่นานก่อนที่เขาจะถูก "สอนมวย" ในกรุงปักกิ่ง
ในการหารือแบบปิดครั้งแรกของทรัมป์ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กล่าวตำหนิสหรัฐอย่างรุนแรงเกี่ยวกับการขายอาวุธให้ไต้หวัน พร้อมเตือนว่ามหาอำนาจทั้งสองประเทศอาจ “ปะทะกันหรือแม้แต่เข้าสู่ความขัดแย้ง” ในประเด็นของไต้หวัน ซึ่งสีระบุว่าเป็น “ประเด็นสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐ”
ที่ผ่านมา ทรัมป์มักแสดงปฏิกิริยารุนแรงแม้ต่อสิ่งที่มองว่าเป็นการดูหมิ่นเพียงเล็กน้อย เช่น การสั่งถอนทหารอเมริกัน 5,000 นายออกจากเยอรมนี หลังนายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ กล่าวว่าสหรัฐกำลังเสียหน้าจากเรื่องอิหร่าน สิ่งที่ปธน.สีทำจึงถือเป็นสัญญาณสำคัญที่จีนกล้าแสดงจุดยืนแข็งกร้าวตั้งแต่ต้นการเจรจา
ภาพที่น่าจดจำที่สุดของการเยือนครั้งนี้ คือภาพผู้นำทั้งสองยืนอยู่นอกหอสักการะฟ้าเทียนถาน โดยทรัมป์กลับ "นิ่งเงียบผิดปกติ" เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าทั้งสองได้หารือเรื่องไต้หวันหรือไม่ ก่อนที่เขาจะตอบเพียงว่า “จีนสวยงามมาก”
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐรีบออกมายืนยันว่านโยบายของสหรัฐต่อไต้หวัน “ไม่เปลี่ยนแปลง” อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ของประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งตลอดมามักใช้ความแข็งกร้าวเป็นสัญลักษณ์ กลับดูอึดอัดและอยู่ในภาวะเสียเปรียบ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึง "ดุลอำนาจโลกที่กำลังเปลี่ยนไป"
“สี จิ้นผิง ดูเหมือนจะรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิที่จะส่งคำเตือนที่ขัดแย้งโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแรงสะท้อนกลับหรือความไม่พอใจจากฝั่งทรัมป์” ซ่ง เหวินตี้ นักวิชาการด้านจีนจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย กล่าว “เขาแสดงความแข็งกร้าวต่อหน้าทรัมป์ในที่สาธารณะ และก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
ภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งดังกล่าวอาจดูน่าประหลาดใจหากมองในบริบทที่จีนกำลังเผชิญปัญหาท้าทายอย่างหนัก ทั้งเศรษฐกิจที่ยังซบเซาจากวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ยืดเยื้อ อุปสงค์ผู้บริโภคที่อ่อนแอ และภาวะเงินฝืดที่ฝังลึก โดยการเติบโตของจีดีพีชะลอลงมาอยู่ที่ราว 5% ต่ำกว่าช่วงรุ่งเรืองในอดีตมาก ขณะที่อัตราว่างงานของคนหนุ่มสาวยังอยู่ใกล้ระดับ 19%
อย่างไรก็ตาม จีนยังคงพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการรับมือแรงกระแทกทางเศรษฐกิจได้อย่างน่าทึ่ง ในปีที่แล้วจีนมียอดเกินดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ แม้เผชิญภาษีสหรัฐที่เคยพุ่งสูงถึง 145% ขณะที่ในเดือนเม.ย. 2569 จีนรายงานตัวเลขส่งออกรายเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้น 14.1% จากปีก่อนหน้า ส่วนหนึ่งมาจากอุปสงค์เทคโนโลยีสีเขียวที่เพิ่มขึ้น ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม ไปจนถึงแบตเตอรี่ ซึ่งสะท้อนว่าจีนไม่เพียงสามารถรับมือผลกระทบจากสงครามอิหร่านได้ แต่ยังได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าวด้วย
ไม่มีดีลที่สหรัฐชนะชัดเจน
สำหรับความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งเข้าสู่เดือนที่สามแล้ว ท่ามกลางคำเตือนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เรื่องความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกถดถอย ทรัมป์กล่าวว่า สี จิ้นผิง ให้คำมั่นระหว่างการหารือว่าจะไม่ส่งอุปกรณ์ทางทหารให้อิหร่าน และเสนอที่จะช่วยคลี่คลายความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนกลับแสดงท่าทีแข็งกร้าวมากกว่า โดยระบุว่าความขัดแย้งครั้งนี้ “ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก” และ “ไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินต่อไป”
แม้จีนจะมีอิทธิพลต่อเตหะรานอย่างมากในฐานะผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุด แต่เมื่อการดำรงอยู่ของระบอบการปกครองของอิหร่านตกอยู่ในความเสี่ยง อิทธิพลดังกล่าวก็มีข้อจำกัดชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้น จีนยังสามารถรับมือผลกระทบจากสงครามได้ดีจากการมีคลังสำรองขนาดใหญ่ ท่อส่งพลังงานทางบก และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสีเขียว อีกทั้งยังได้รับประโยชน์ด้าน “ซอฟต์พาวเวอร์” จากการที่สหรัฐทำลายภาพลักษณ์ตัวเองในสายตานานาชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) ที่ได้รับผลกระทบหนักจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง
“จีนมักกล่าวเสมอว่า อเมริกาทำตัวเหมือนพวกอันธพาลเห็นแก่ตัวและชอบก่อสงคราม และสถานการณ์ตอนนี้ก็ดูเหมือนจะตอกย้ำพอดี” นิค บิสลีย์ ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยลาโทรบ ออสเตรเลีย กล่าว
ไม่ว่าจะเป็นเพราะผลกระทบจากวิกฤติอิหร่านที่ทำให้ทรัมป์เสียความมั่นใจ หรือเพียงแค่ความอ่อนล้าจากการเดินทางไกล แต่ดูเหมือนว่าทรัมป์จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในจีน เขาไม่ได้พูดคุยกับผู้สื่อข่าวระหว่างเที่ยวบินยาวสู่ปักกิ่ง และยังไม่ได้อัปเดตทรูธโซเชียลหลังพบสี จิ้นผิง ครั้งแรก กระทั่งเมื่อเขาโพสต์ข้อความ ก็เป็นการปกป้องสี จิ้นผิง หลังผู้นำจีนกล่าวเตือนถึง “กับดักธูซิดิดีส” ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่มหาอำนาจขาขึ้นและมหาอำนาจขาลงมักลงเอยด้วยการเผชิญหน้า โดยเป็นนัยว่าสหรัฐกำลังเสื่อมถอย
ทรัมป์ปกป้องคำกล่าวนี้โดยระบุว่า การพูดถึงความเสื่อมถอยของสหรัฐนั้น “ถูกต้อง 100%” และ “พูดได้อย่างสง่างามมาก” โดยอ้างถึงความเสียหายมหาศาลที่สหรัฐต้องเผชิญในช่วง 4 ปีของอดีตประธานาธิบดี "โจ ไบเดน" อันเอื่อยเฉื่อย ที่ทรัมป์เคยให้ฉายาว่า Sleepy Joe Biden ขณะเดียวกัน ทรัมป์กลับชื่นชมสี จิ้นผิง ว่าเป็น “บุคคลที่ผมเคารพอย่างมาก” และ “กลายเป็นเพื่อนกันจริงๆ”
ในงานเลี้ยงรับรองที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง ทรัมป์ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าไม่ดื่มแอลกอฮอล์ กลับดูให้เกียรติจีนอย่างมากจนเหมือนยกแก้วไวน์ขึ้นจิบเพื่อชนแก้วกับสีซึ่งกล่าวว่า “การฟื้นฟูครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศจีน และการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง (MAGA) สามารถเดินควบคู่กันไปได้” แม้ทำเนียบขาวปฏิเสธในเวลาต่อมาว่า ทรัมป์ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างงานเลี้ยงก็ตาม และต่อมาระหว่างเยี่ยมชมจงหนานไห่ ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทรัมป์กล่าวว่า “นี่คือดอกกุหลาบที่สวยที่สุดเท่าที่ใครเคยเห็นมา”
แน่นอนว่าทรัมป์ยังคงอ้างความสำเร็จของทริปนี้ โดยชูดีลที่จีนให้คำมั่นว่าจะซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำว่าเป็นดีลมหาศาล ขณะที่เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐกล่าวว่า เขาคาดว่าจีนจะตกลงซื้อสินค้าเกษตรสหรัฐมูลค่า “หลายหมื่นล้านดอลลาร์” ตลอดช่วงสามปีข้างหน้า แม้ท้ายที่สุดจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ยังเป็นอีกเรื่องที่ต้องติดตามต่อ
เมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมา จีนตกลงซื้อถั่วเหลืองสหรัฐปีละ 25 ล้านตันจนถึงปี 2028 แต่ปัจจุบันกลับยังซื้อได้ต่ำกว่าคำมั่นที่เคยให้ไว้อย่างมาก และหันไปนำเข้าถั่วเหลืองจากบราซิลที่มีราคาถูกกว่าจำนวนมากแทน ขณะที่คำสั่งซื้อโบอิ้งก็มีคำถามเช่นกันเพราะจีนกำลังเร่งผลักดันเครื่องบินโดยสาร C919 ที่ตนเองกำลังพัฒนาขึ้น
“ตัวเลขตามพาดหัวข่าวดูน่าประทับใจมาก” ชอง จา เอียน ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าว “แต่ผมกลับมองอย่างระมัดระวังกว่านั้น เพราะเราเคยเห็นภาพแบบนี้มาแล้ว และคำถามสำคัญคือฝั่งจีนจะทำตามจริงหรือไม่”
ทรัมป์เองได้ยอมอ่อนข้อให้จีนหลายเรื่องแล้วตั้งแต่ก่อนจะเดินทางถึงจีน ทั้งการตกลงขายชิปเซมิคอนดักเตอร์ AI ขั้นสูงของ Nvidia และการระงับข้อตกลงขายอาวุธมูลค่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ให้ไต้หวัน ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากท่าทีแข็งกร้าวหลังชนะเลือกตั้งกลับเข้าสู่ทำเนียบขาวเมื่อปีที่แล้ว และประกาศมาตรการภาษีในวันปลดแอกต่อเกือบทุกประเทศทั่วโลก แต่เมื่อความสัมพันธ์จีน-สหรัฐทรุดหนักถึงจุดต่ำสุดในต้นปี 2025 จากการที่ภาษีต่อจีนเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ปักกิ่งก็ใช้มาตรการระงับการส่งออก "แร่หายาก" และแร่สำคัญหลายชนิด จนคุกคามภาคการผลิตของสหรัฐ
เมื่อรัฐบาลทรัมป์เร่งหาทางถอยจากสถานการณ์ จีนจึงดูเหมือนเป็นฝ่ายได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง และเมื่อทรัมป์กับสีพบกันนอกรอบการประชุม APEC ที่ปูซาน เกาหลีใต้ เมื่อเดือนต.ค. 2025 สหรัฐยังยกเลิกกฎใหม่ที่จะควบคุมการส่งออกไปยังบริษัทย่อยของหน่วยงานที่ถูกคว่ำบาตร ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่จีนใช้จัดหาชิปขั้นสูง
แท้จริงแล้วแม้ทรัมป์จะโอ้อวดถึงการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ที่ได้รับ แต่จีนก็เป็นฝ่ายได้ประโยชน์เช่นกัน จากการที่ "ประเด็นอ่อนไหว" จำนวนมากถูกละเลย
เป็นที่รู้กันว่าทรัมป์แทบไม่สนใจประเด็นพวกสิทธิเสรีภาพทางศาสนา เสรีภาพสื่อ สิทธิแรงงาน การปราบปรามชาวทิเบตและชาวอุยกูร์ การลดทอนเสรีภาพในฮ่องกง หรือแม้แต่ประเด็นความช่วยเหลือทางทหารต่อรัสเซียและการสนับสนุนเกาหลีเหนือเหมือนสหรัฐในยุคที่ผ่านๆ มา ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีสัญญาณว่าเขาพยายามกดดันปักกิ่งในประเด็นยุทธศาสตร์ต่างๆ เช่น การจารกรรมไซเบอร์ การขโมยทรัพย์สินทางปัญญา เงินอุดหนุนภาครัฐ ค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าเกินจริง หรือการส่งออกสารตั้งต้นยาเฟนทานิล
เหนือสิ่งอื่นใด ทรัมป์กลับดู "โดดเดี่ยว" อย่างน่าประหลาดแม้จะมีผู้บริหารระดับสูงจำนวนมากร่วมเดินทางไปด้วย จุดที่น่าสังเกตคือ นี่คือการเยือนต่างประเทศครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐนับตั้งแต่ปี 1998 "ที่ไม่มีการแวะเยือนประเทศพันธมิตรอื่นๆ เลย" ทั้งก่อนหรือหลังการเยือนจีน ซึ่งศาสตราจารย์จากสิงคโปร์มองว่า ในแง่ของภาพลักษณ์ ปักกิ่งสามารถสร้างภาพลักษณ์ถึงอำนาจและความยิ่งใหญ่ของตนเองได้สำเร็จ
คู่แข่งไม่ใช่หุ้นส่วน
ถ้อยคำที่สี จิ้นผิง เลือกใช้ก็มีนัยสำคัญเช่นกัน จีนมักจะไม่ลังเลที่จะประกาศ “ความเป็นหุ้นส่วน” ในระดับต่างๆ กับหลายประเทศทั่วโลก แม้ในความเป็นจริงจะไม่เท่าเทียมและเป็นเพียงความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์ก็ตาม แต่สำหรับทรัมป์ สีไม่ได้ใช้คำว่าหุ้นส่วนแม้แต่น้อย โดยกล่าวถึงสหรัฐเพียง "กรอบเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์” ซึ่งสะท้อนว่า จีนยอมรับแล้วว่าสหรัฐคือคู่แข่ง และถึงแม้จะไม่ได้ต้องการให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันเลวร้ายลง แต่ก็มั่นใจในศักยภาพของตนเองว่าจะสามารถรับมือได้
“สิ่งที่จีนไม่ได้พูดนั้นสำคัญมาก” ซ่งกล่าว “แม้จะเต็มไปด้วยบรรยากาศดีๆ และคำชื่นชม แต่จีนในวันนี้ก็ยังไม่ได้มองว่าสหรัฐและจีนเป็น ‘หุ้นส่วน’ กันจริงๆ ในประเด็นสำคัญ”
ขณะที่ทรัมป์เดินทางออกจากกรุงปักกิ่งในบ่ายวันศุกร์ เขาได้ชูกำปั้นที่ประตูเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ท่ามกลางฝูงชนที่โบกธงสหรัฐอีกครั้ง แต่แม้เขาจะประกาศว่าการเดินทางครั้งนี้คือชัยชนะ ก็ยากที่จะมองว่าเป็นอย่างอื่นนอกจากสัญญาณของ “การเปลี่ยนผ่านอำนาจ” ซ่งกล่าวสรุปว่า “จีนได้แสดงให้เห็นแล้วว่า พวกเขาสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นมหาอำนาจที่ทัดเทียมสหรัฐอย่างชัดเจน”
ที่มา: TIME

