แม้ก่อนหน้านี้ รัฐบาลญี่ปุ่นจะพยายามปฏิเสธแนวคิด ‘งบประมาณพิเศษ’ มาโดยตลอด แต่การกลับลำของนายกฯซานาเอะ ท่ามกลางวิกฤติพลังงาน กลับยิ่งจุดชนวนความกังวลในตลาดว่า ญี่ปุ่นอาจต้อง ‘ก่อหนี้เพิ่ม’ อีกระลอก ดันบอนด์ยีลด์ 10 ปี 'พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 30 ปี'
ในภาวะวิกฤติช่องแคบฮอร์มุซ รัฐบาลญี่ปุ่นมีแนวโน้มจะ “ก่อหนี้เพิ่ม” เพื่อใช้เป็นเงินทุนสำหรับ “งบประมาณพิเศษ” ที่กำลังวางแผนขึ้นในการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ตามแหล่งข่าวรัฐบาลที่มีข้อมูลโดยตรงเกี่ยวกับการหารือซึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์
การเตรียมก่อหนี้เพิ่มนี้ อาจยิ่งสร้างแรงกดดันต่อสถานะการคลังของญี่ปุ่นที่ย่ำแย่อยู่แล้ว และอาจเร่งให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น
ด้วยความกังวลดังกล่าว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี พุ่งแตะ 2.8% ในวันนี้ (18 พ.ค.) ซึ่งเป็น “ระดับสูงสุด” นับตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 1996 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ขึ้น “ทำสถิติสูงสุดใหม่”
ในวันเดียวกัน นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิเปิดเผยว่า เธอได้สั่งให้นางซัทซูกิ คาตายามะ รัฐมนตรีคลัง เริ่มจัดทำงบประมาณเสริมตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ซึ่งถือเป็นการ “เปลี่ยนจุดยืน” จากก่อนหน้านี้ที่เคยปฏิเสธความเป็นไปได้ของงบประมาณพิเศษ
สำหรับงบประมาณดังกล่าว จะมุ่งเน้นการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าสาธารณูปโภคของภาครัฐ หลังราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กำลังกดดันแนวโน้มเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าจากภูมิภาคดังกล่าวอย่างมาก
แม้ขนาดของเม็ดเงินใช้จ่ายยังไม่ได้ข้อสรุป แต่การตัดสินใจครั้งนี้ อาจทำให้ตลาดตั้งคำถามต่อคำมั่นของรัฐบาล ที่เคยประกาศจะดำเนินนโยบายการคลังแบบ “มีความรับผิดชอบและเชิงรุก”
“การ ‘กลับลำ’ ของทาคาอิจิ ซึ่งก่อนหน้านี้ปฏิเสธงบพิเศษมาตลอด กำลังสร้างความกังวลให้ตลาด และกระตุ้นแรงขายพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นตลอดทุกช่วงอายุ” คัตสึโตชิ อินาโดเมะ นักกลยุทธ์อาวุโสของ Sumitomo Mitsui Trust Asset Management กล่าว
ด้านยูอิจิโระ ทามากิ ผู้นำฝ่ายค้าน เสนอให้กระทรวงการคลังจัดทำงบพิเศษราว 3 ล้านล้านเยน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งอาจกลายเป็น “ฐานอ้างอิง” สำหรับการถกเถียงขนาดงบประมาณในอนาคต
“ตอนนี้มีเหตุผลมากมายให้ขายพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี แต่แทบไม่มีเหตุผลให้ซื้อ” อินาโดเมะกล่าว พร้อมเสริมว่า ตลาดเริ่มสะท้อนความเป็นไปได้ของงบประมาณพิเศษมูลค่า 5-10 ล้านล้านเยนแล้ว
ปัจจุบัน ญี่ปุ่นใช้นโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่แล้ว และกำลังพิจารณานำเงินจากกองทุนเดิมกลับมาใช้เพื่อฟื้นมาตรการช่วยเหลือค่าไฟและค่าสาธารณูปโภค
ด้านนักวิจารณ์เตือนว่า แผนใช้จ่ายเพิ่มเติม ประกอบกับการขึ้นดอกเบี้ยอย่างช้า ๆ ของธนาคารกลางญี่ปุ่น อาจยิ่งกระตุ้นแรงกดดันเงินเฟ้อ ในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญต้นทุนพลังงานสูงขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง และต้นทุนนำเข้าที่แพงขึ้นจากเงินเยนอ่อนค่า
ดัชนีหุ้น Nikkei 225 ปรับตัวลดลงในวันจันทร์ ขณะที่เงินเยนอ่อนค่าลงแตะ 158.97 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน
“เมื่อประเทศอย่างญี่ปุ่นเริ่มพิจารณามาตรการกระตุ้นการคลัง มักจะเกิดแรงขายพร้อมกันทั้งหุ้น ค่าเงิน และพันธบัตร เพราะเศรษฐกิจเติบโตอ่อนแอ แต่ความเสี่ยงเงินเฟ้อกลับสูง” ไดสุเกะ อุโนะ หัวหน้านักกลยุทธ์ของ Sumitomo Mitsui Banking กล่าว
ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากสงคราม รวมถึงต้นทุนนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจากเงินเยนอ่อนค่า ได้ดันอัตราเงินเฟ้อภาคค้าส่งของญี่ปุ่นในเดือนเมษายนขึ้นแตะ 4.9% “สูงสุดในรอบ 3 ปี” ซึ่งยิ่งสนับสนุนแนวคิดให้ธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ยเร็วที่สุดในเดือนหน้า
อ้างอิง: reuters

