‘อินเดีย’ ประเทศที่จราจรโกลาหลไม่ต่างจากไทย กำลังหันมาใช้ ‘กล้อง AI อัจฉริยะ’ จับผู้แหกกฎ โดยออกใบสั่งไปแล้ว ‘กว่า 2 ล้านใบ’ แม้แต่ส.ส.ก็ไม่รอด จนช่วยลดทั้งอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตได้จริงกว่า 50% สิ่งนี้ชี้ว่า การทำให้ผู้คนเคารพกฎ อาจไม่ใช่แค่การรณรงค์ แต่คือการทำให้ผู้คนรู้ว่า ‘แหกกฎแล้ว จะถูกลงโทษแน่นอน’
จากเหตุโศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์บริเวณแยกอโศก-เพชรบุรี จนเกิดผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 คน และบาดเจ็บกว่า 30 คนนั้น เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสะท้อนความสูญเสียที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ยังสะท้อน “วัฒนธรรมการแหกกฎจราจร” ที่ฝังรากลึกจนกลายเป็นเรื่องชินชาของสังคม
ไม่ว่าจะเป็นการฝ่าไม้กั้นทางรถไฟ ขับย้อนศร ฝ่าไฟแดง พฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้เกิดขึ้นต่อหน้าผู้คนทุกวันจนหลายครั้งถูกมองเป็น “เรื่องปกติ” ส่วนหนึ่งเพราะ “ต้นทุนของการทำผิดในสังคมไทย” ยังต่ำมากเกินไป ผู้กระทำผิดจำนวนมากแทบไม่ถูกลงโทษ จนทำให้ผู้คนไม่น้อยเชื่อว่า “แหกกฎได้ ถ้าไม่ถูกจับ”
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย เพราะ “อินเดีย” เอง ก็เคยเผชิญสภาพจราจรที่ไร้ระเบียบไม่ต่างกัน ทั้งการขับขี่แบบฝ่าฝืนกฎ การจราจรที่ซับซ้อน และอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในระดับสูงติดอันดับโลก
ในอินเดีย มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงถึง 177,177 คนในปี 2024 หรือ “เฉลี่ยเกือบ 485 คนต่อวัน” ขณะที่สภาพถนนของอินเดียถือเป็นหนึ่งในระบบจราจรที่ซับซ้อนที่สุดในโลก ทั้งจากการจราจรแบบ “ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน” ตั้งแต่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ คนเดินถนน สัตว์จรจัด ไปจนถึงถนนที่ไม่มีเลนชัดเจนและพฤติกรรมขับขี่ที่คาดเดาไม่ได้
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แทนที่จะพึ่งพาเพียงตำรวจจราจรหรือการรณรงค์แบบเดิม ๆ อินเดียเริ่มหันมาใช้ “กล้อง AI” และระบบปัญญาประดิษฐ์เข้ามาจัดการปัญหาอย่างจริงจัง ตั้งแต่ตรวจจับการใช้โทรศัพท์ระหว่างขับรถ การไม่คาดเข็มขัดนิรภัย การขับรถประมาท รวมถึงการแหกกฎจราจรต่าง ๆ พร้อมออก “ใบสั่งอิเล็กทรอนิกส์” ที่แนบหลักฐานส่งไปถึงเจ้าของรถผู้กระทำผิด ผ่าน SMS หรือแอปฯภาครัฐที่ชื่อ Parivahan
ที่สำคัญคือ AI กลับไม่ได้มอง “ความวุ่นวาย” ของถนนอินเดียเป็นอุปสรรค ตรงกันข้าม มันกำลังใช้ความโกลาหลเหล่านั้นเป็น “ข้อมูลฝึกฝน” ชั้นดี
- กล้องเอไออินเดีย จับภาพการทำผิดกฎ (ภาพ: India Today) -
AI อ่านแม้กระทั่ง ‘อาการง่วง’
ระบบ AI ยุคใหม่ที่ใช้กล้องวิเคราะห์ภาพหรือ Vision-based AI ถูกพัฒนาจนสามารถตรวจจับพฤติกรรมเสี่ยงแบบเรียลไทม์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการขับจี้ท้ายรถ การออกนอกเลน การเบรกกะทันหัน การใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างขับรถ หรือแม้แต่การง่วงขณะขับ
แตกต่างจากกล้องหน้ารถทั่วไปที่มีหน้าที่เพียง “บันทึกหลักฐานหลังเกิดเหตุ” ระบบ AI รุ่นใหม่พยายามเข้าแทรกแซง “ก่อนเกิดอุบัติเหตุ”
เทจา กูเดนา รองประธานฝ่ายวิศวกรรมของบริษัท Netradyne อธิบายว่า AI เหล่านี้ทำงานเหมือน “โค้ชด้านความปลอดภัย” มากกว่าจะเป็น “เครื่องมือจับผิด”
เมื่อระบบตรวจพบว่าพฤติกรรมของผู้ขับกำลังเข้าสู่จุดเสี่ยง เช่น เริ่มหลับใน ละสายตา หรือมีการตอบสนองช้าผิดปกติ มันจะส่งสัญญาณเตือนในห้องโดยสารทันที เป้าหมายไม่ใช่การลงโทษ แต่คือการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุขึ้นตั้งแต่ต้น
เทคโนโลยียังพัฒนาไปไกลกว่าการดูพฤติกรรมภายนอก โดย AI สามารถตรวจจับ “สัญญาณทางสรีรวิทยา” ของคนขับได้ เช่น ความถี่ในการกะพริบตา การปิดเปลือกตานานผิดปกติ หรือการเคลื่อนไหวของศีรษะ ซึ่งมักเป็นสัญญาณก่อนเกิดภาวะหลับในเพียงไม่กี่วินาที
ข้อมูลจากกระทรวงคมนาคมอินเดียระบุว่า “การใช้ความเร็วเกินกำหนด” เป็นสาเหตุของอุบัติเหตุกว่า 63.7% และเกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิตถึง 60.8% ของทั้งประเทศ และเมื่อ AI เริ่มเข้ามา ผลลัพธ์ก็เริ่มเห็นชัดในเชิงสถิติ
Hitachi Cash Management หนึ่งในองค์กรที่ใช้ระบบความปลอดภัยด้วย AI ของ Netradyne รายงานว่า หลังจากใช้ระบบใหม่นี้แล้ว อุบัติเหตุลดลงถึง 50%
นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยลดพฤติกรรมขับรถขณะง่วงได้ถึง 74% และลดการขับขี่แบบเสียสมาธิลง 38% ตามข้อมูลที่บริษัท Netradyne เปิดเผย
ออกใบสั่งจากกล้อง AI ไปแล้วกว่า 2 ล้านใบ
ในบางรัฐของอินเดีย การใช้ AI ยังขยายจาก “ภายในรถ” ไปสู่ “ระบบจัดการเมือง”
ที่เมืองธีรุวนันทปุรัม แห่งรัฐเกรละ อันโตนี ราจู รัฐมนตรีคมนาคมของรัฐเปิดเผยว่า หลังติดตั้งกล้อง AI ตรวจจับการจราจร จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุลดลงจาก 1,669 คน เหลือ 1,081 คนในช่วงเวลาเดียวกันของปีถัดมา
ภายในเวลาเพียง 5 เดือน กล้อง AI ตรวจพบการกระทำผิดกฎจราจร “กว่า 7 ล้านครั้ง” ตั้งแต่ไม่สวมหมวกกันน็อก ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ไปจนถึงใช้โทรศัพท์ระหว่างขับรถ โดยมีการออกใบสั่งไปแล้วกว่า “2.1 ล้านใบ”
ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว มีการเรียกเก็บค่าปรับรวมมากกว่า 139 ล้านรูปี ขณะที่การไม่สวมหมวกกันน็อกยังคงเป็นความผิดที่พบมากที่สุด และรองลงมาคือ ผู้ขับขี่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย
แม้แต่รถของ ส.ส. และนักการเมือง 13 คันก็ถูกปรับ แสดงให้เห็นว่าระบบพยายามบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม
ที่สำคัญ ระบบไม่ได้ทำหน้าที่เพียง “ออกใบสั่ง” แต่กำลังเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบประกันภัยและฐานข้อมูลของรัฐ โดยรัฐบาลอินเดียเริ่มหารือกับบริษัทประกันเพื่อปรับเบี้ยประกันตามพฤติกรรมการขับขี่จริง รวมถึงอาจกำหนดให้ผู้ที่ยังมีค่าปรับค้างชำระ ไม่สามารถต่อเอกสารหรือใบรับรองรถบางประเภทได้
สิ่งที่น่าสนใจอีกด้าน คือ อินเดียกำลังกลายเป็น “สนามทดสอบ AI ด้านความปลอดภัย” ที่โหดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะหากระบบ AI สามารถทำงานได้แม่นยำบนถนนอินเดีย ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ก็แทบหมายความว่า นี่พร้อมสำหรับการใช้งานในประเทศใดก็ได้บนโลก
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น กำลังทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า บางทีสิ่งที่เปลี่ยนพฤติกรรมคนได้ อาจไม่ใช่แค่ “การรณรงค์” หรือแก้ปัญหาแบบฉาบฉวย แต่คือการทำให้ผู้คนรู้ว่า “หากทำผิด จะถูกจับแน่นอน” ผ่านระบบ AI ที่เฝ้ามองตลอดเวลาโดยไม่มีข้อยกเว้น
อ้างอิง: ndtv, time, time(2). times(3)

