วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ทั่วโลกเทขาย ‘บอนด์’ ครั้งใหญ่ ดันยีลด์ ‘สหรัฐ-ยุโรป-เอเชีย’ พุ่งทุบสถิติ

ทั่วโลกเทขาย ‘บอนด์’  ครั้งใหญ่ ดันยีลด์ ‘สหรัฐ-ยุโรป-เอเชีย’ พุ่งทุบสถิติ

‘บอนด์’ ทั่วโลกถูกเทขายครั้งใหญ่ ดันยีลด์ ‘สหรัฐ-ยุโรป-เอเชีย’ พุ่งทุบสถิติที่ระดับ 5% นักวิเคราะห์มองแนวรับใหม่ สู่การปรับมุมมอง 'ดอกเบี้ย' นโยบายขาขึ้น กดดันหุ้นเทคโนโลยี-AI

บลูมเบิร์ก รายงานว่า ตลาดพันธบัตรรัฐบาล หรือ “บอนด์” ทั่วโลก  เกิดภาวะ "Global Bond Rout" หรือการเทขายพันธบัตรอย่างรุนแรงทั่วโลก ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรหรือบอนด์ยีลด์ พุ่งสูงขึ้นทำสถิติในหลายประเทศ เนื่องจากปัจจัยลบด้านภูมิรัฐศาสตร์ และวิกฤติพลังงาน ฉนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เกิด “เงินเฟ้อ

2 ชนวนเหตุ ดันยีลด์ ‘สหรัฐ-ยุโรป-เอเชีย’ พุ่ง

วิกฤตการณ์ดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาจากสงครามในอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อ และทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีรายงานการโจมตีด้วยโดรนในพื้นที่สำคัญของตะวันออกกลาง รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE

ขณะเดียวกัน เส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลกอย่าง "ช่องแคบฮอร์มุซ" ยังคงถูกปิดตายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วอีก 2% มาอยู่ที่ระดับราว 109 - 111 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากที่สัปดาห์ก่อนหน้าดีดตัวขึ้นมาแล้วเกือบ 8%  ทำให้เกิดความกลัวว่า "เงินเฟ้อทั่วโลกจะกลับมาเร่งตัวขึ้นอย่างรุนแรง"

เมื่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มพุ่งสูง นักลงทุนจึงเทขายพันธบัตรเพื่อลดความเสี่ยง ส่งผลให้ยีลด์ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น

 

ทั่วโลกเทขาย ‘บอนด์’  ครั้งใหญ่ ดันยีลด์ ‘สหรัฐ-ยุโรป-เอเชีย’ พุ่งทุบสถิติ

สหรัฐอเมริกา

บอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 10 ปี พุ่งแตะ 4.63% สูงสุดนับตั้งแต่ก.พ.2025 ส่วนบอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 30 ปี ทะลุเส้นแบ่งสำคัญที่ 5% ไปอยู่ที่ 5.16% สูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี

ยุโรป 

บอนด์ยีลด์อังกฤษอายุ 10 ปี ดีดตัวทะลุ 5% ขึ้นมาอยู่ที่ 5.18% ส่วนบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี พุ่งแตะ 3.15% จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ลากยาว

เอเชีย 

บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นอายุ 30 ปี พุ่งแตะ 4.17% - 4.20% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัวบอนด์รุ่นนี้ในปี 1999 ในขณะที่บอนด์ยีลด์ของออสเตรเลียอายุ 10 ปี พุ่งแตะ 5.15% เช่นกัน

ทั่วโลกเทขาย ‘บอนด์’  ครั้งใหญ่ ดันยีลด์ ‘สหรัฐ-ยุโรป-เอเชีย’ พุ่งทุบสถิติ

ตลาดบอนด์ทะลุ 5% เข้าสู่กรอบราคาใหม่ 

ตามปกติแล้ว นักลงทุนมักมองว่าระดับอัตราผลตอบแทนที่ 5% ของบอนด์อายุ 30 ปี เป็น "แนวรับสำคัญ" ซึ่งเมื่อราคาพันธบัตรตกจนยีลด์แตะ 5% คนจะเริ่มกลับมาซื้อ

แต่การพุ่งขึ้นของต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวในรอบนี้ กำลังจะทำลายความเชื่อนั้น และอาจส่งผลให้ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่มีมูลค่าสูงถึง 31 ล้านล้านดอลลาร์  ต้องขยับไปซื้อขายในกรอบราคาใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงต้นทุนหนี้สินทั่วโลก

กูเนต ดิงกรา หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐของ BNP Paribas ระบุว่า "เมื่อ Yield ทะลุ 5% ขึ้นมาแล้ว ก็ไม่มีจุดยึดหรือแนวรับใดๆ อีกต่อไป" 

พร้อมแนะนำให้ลูกค้าตั้งเป้าหมายบอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 30 ปีไว้สูงขึ้นที่ระดับ 5.25% ถึง 5.5% และเสริมว่าในตอนนี้ ผู้ถือบอนด์ระยะยาวของสหรัฐกำลังอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคามากกว่าที่เคยเป็นมา

ตลาดเปลี่ยนมุมมอง  ‘ดอกเบี้ย’ นโยบาย

สภาวะ "ช็อกด้านอัตราดอกเบี้ย" (Rate Shock) ในครั้งนี้ ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดเงินต้องรื้อแผน และปรับเปลี่ยนมุมมองต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกอย่างสิ้นเชิง จากเดิมในช่วงปลายเดือนก.พ.ที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ภายในปี 2026

แต่ล่าสุดนักลงทุนกลับพลิกมาเก็งกำไรว่า เฟดมีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง "ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย" ภายในเดือนมี.ค.เพื่อสกัดเงินเฟ้อ 

ยิ่งไปกว่านั้น สถาบันวิจัย Yardeni Research ได้ออกรายงานเตือนว่า เฟดจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันสถานการณ์ในตลาดบอนด์ มิเช่นนั้นอาจเสี่ยงต่อการสูญเสียการควบคุมต้นทุนการกู้ยืม 

เอ็ด ยาร์เดนี ประธาน และหัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน ได้ระบุในบันทึกวิเคราะห์ว่า "หากเฟดไม่ยกเลิกหรือปรับอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว นักลงทุนจะสรุปทันทีว่าธนาคารกลางกำลังดำเนินนโยบายตามหลังอัตราเงินเฟ้อ และจะเรียกเก็บค่าชดเชยความเสี่ยงที่สูงขึ้นอีก โดยเราคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมเดือนมิถุนายนและเปลี่ยนผ่านไปสู่นโยบายที่เข้มงวดขึ้น"

 นอกจากนี้ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ก็ถูกคาดหมายว่าอาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คิดเช่นกัน

กดดันหุ้นเทคโนโลยี-AI

ผลกระทบจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างรุนแรง ทำให้ “ต้นทุนทางการเงิน” ของบริษัทต่างๆ แพงขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี และ AI ซึ่งสัปดาห์นี้ตลาดกำลังรอจับตาผลประกอบการของ Nvidia เป็นบททดสอบสำคัญ

สำหรับ ทิศทางของสินทรัพย์อื่นๆ ในตลาด “เงินดอลลาร์” แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นวันที่ 6 ติดต่อกัน ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยหลักในช่วงสงคราม  สวนทางกับราคาทองคำที่เริ่มย่อตัวลงเนื่องจากได้รับแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง

 

 

 

อ้างอิง Bloomberg

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์