กำลังซื้อในประเทศจีนตกต่ำอย่างหนัก โดยยอดค้าปลีกเติบโตในระดับที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19
KEY POINTS
- กำลังซื้อในประเทศจีนตกต่ำอย่างหนัก โดยยอดค้าปลีกเติบโตในระดับที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19
- ภาคธุรกิจชะลอการลงทุนอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนจากตัวเลขการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่หดตัวลง
- ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง และปัญหาการว่างงานของคนรุ่นใหม่ยิ่งซ้ำเติมให้เศรษฐกิจซบเซา
- แม้ภาคการส่งออกจะยังเติบโตได้ดี แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะชดเชยอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอลงอย่างรุนแรงได้
จีนกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจในประเทศอย่างเห็นได้ชัด โดยข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ชี้ให้เห็นว่า แม้การส่งออกของจีนจะเติบโตได้ดีมาก แต่ตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศกลับปรับตัวแย่ลง
การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 หดตัวลง 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์
ขณะที่ ยอดค้าปลีกในเดือนเม.ย.เติบโตเพียง 0.2% ซึ่งถือเป็นระดับที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ทุกสำนักคาดการณ์ไว้
ภาคการผลิตเชิงอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 4.1% ซึ่งถือเป็นระดับที่อ่อนแอที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี ส่วนยอดสินเชื่อใหม่ของภาคครัวเรือนปรับตัวลดลงอย่างมาก ทั้งหมดชี้ให้เห็นสภาวะที่ประชาชนไม่กล้าใช้จ่ายหรือกู้ยืมเพื่อการลงทุน
นอกจากนี้ วิกฤติตลาดแรงงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ยังเป็นปัจจัยซ้ำเติม โดยอัตราการว่างงานของแรงงานอายุน้อยพุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยี AI ต่อการจ้างงาน
แม้ภาคการส่งออกจะยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักที่ทำงานได้ดี โดยเติบโตถึง 15% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี จากอานิสงส์ของการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก และความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐ ที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นภายหลังการเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
อย่างไรก็ดี แรงขับเคลื่อนนี้กลับทำได้เพียงช่วยพยุงให้เศรษฐกิจจีนยังคงอยู่ในเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ 4.5% ถึง 5% เท่านั้น และไม่เพียงพอที่จะชดเชยอุปสงค์ภายในประเทศที่หายไปได้ทั้งหมด
ขณะที่ผู้ผลิตจีนเองยังต้องแบกรับภาระต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมันจากผลกระทบของสงครามในอิหร่าน
ทางด้านนโยบายรัฐบาล และธนาคารกลางจีนยังคงดำเนินแนวทางแบบ "รอดูสถานการณ์" โดยมีการลดการใช้จ่ายทางการคลัง และยังไม่มีการส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม แม้ว่าสภาพคล่องในตลาดจะเพียงพอแต่กลับขาดความต้องการสินเชื่อจากภาคธุรกิจ และประชาชน
อย่างไรก็ตาม ยังพอมีสัญญาณบวกที่หาได้ยากจาก ภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยราคาบ้านมือสองปรับตัวลดลงในอัตราที่ช้าลงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.2568 ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของการรักษาเสถียรภาพในภาคส่วนที่เปราะบางที่สุดส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





