รัฐมนตรีคลังกลุ่มประเทศ G7 จะหารือถึงระเบียบโลกใหม่ที่กรุงปารีสจันทร์นี้ หลังการประชุมสุดยอดประธานาธิบดีทรัมป์-สี ซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อวันศุกร์
บลูมเบิร์ก รายงานว่า พื้นฐานการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ไม่สมดุลจะเป็นประเด็นสำคัญที่ดึงดูดความสนใจของรัฐมนตรีคลังทั่วโลกในสัปดาห์นี้ ภายหลังการประชุมสุดยอดที่พยายามรีเซ็ตความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก
แม้การประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ชาติ (G7) ที่กรุงปารีสจะดูเป็นเพียงฉากรองจากการพบกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีน ซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อวันศุกร์ แต่การประชุมดังกล่าวก็มีความทะเยอทะยานไม่น้อยกว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสพยายามใช้เวทีนี้เพื่อหารือถึงความบิดเบี้ยวเชิงโครงสร้างที่เป็นพื้นฐานของการเจรจาระหว่างปักกิ่งกับวอชิงตัน
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ให้ความสำคัญกับการจัดการ “ความไม่สมดุล” ในช่วงเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดของเขาเองในเดือนมิถุนายน ซึ่งจะเป็นการแสดงบทบาทประธาน G7 ของฝรั่งเศส โดยชี้เป้าประเด็นเศรษฐกิจเร่งด่วน ได้แก่ การขาดดุลการคลังขนาดใหญ่ของสหรัฐ การลงทุนที่น้อยเกินไปในยุโรป และดุลการค้าเกินดุลจำนวนมากของจีนควบคู่ไปกับอุปสงค์ภายในประเทศที่ไม่เพียงพอ
แม้จะมีฉากหลังที่เต็มไปด้วยสงคราม การหยุดชะงักด้านพลังงาน ความตึงเครียดทางการค้า และแม้กระทั่งการเทขายพันธบัตรทั่วโลกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ฝรั่งเศสเตือนว่า หากไม่ก้าวข้ามปัญหาระยะสั้นและหันมาจัดการกับช่องว่างเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่านั้น ความตึงเครียดก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก เลวร้ายกว่านั้น นักเศรษฐศาสตร์มองว่ากำลังมี “เมล็ดพันธุ์” ของวิกฤตเชิงระบบครั้งใหม่ หากไม่มีความพยายามร่วมกันในการปรับดุลกระแสการเงินและการค้า
ฝรั่งเศสโฆษณาว่า G7 เป็นหนึ่งในไม่กี่เวทีที่ยุโรปและสหรัฐ ยังสามารถหารือกันได้อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ (G20) ซึ่งมีจีนรวมอยู่ด้วย ถูกทรัมป์คว่ำบาตรไม่ร่วมประชุมเมื่อปีที่แล้ว และกำลังเผชิญกับความแตกแยกที่คลุมเครือซึ่งมาครงเตือนว่าอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของ “จุดจบ” ของกลุ่มนี้แล้ว
“การวินิจฉัยร่วมกันใน G7 จะช่วยให้เริ่มสร้างกลยุทธ์ความร่วมมือได้” ชาร์ล ลิชฟีลด์ นักวิเคราะห์จากสำนักวิจัยสภาแอตแลนติกในกรุงวอชิงตัน กล่าว “ผมไม่คิดว่าใครจะคาดหวังให้ G7 ออกแถลงการณ์ว่า ‘เราต่อต้านความไม่สมดุลทั่วโลก’ แล้วจีนจะยินดีรับไปปฏิบัติตามพร้อมกับตกลงชุดแนวทางแก้ไข แต่การที่มีชุดแนวทางอยู่บนโต๊ะก็เป็นประโยชน์แล้ว”
เป็นเรื่องบังเอิญล้วน ๆ แต่ก็มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์อยู่ไม่น้อยที่การประชุมซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันจันทร์และอังคาร (18-19 พ.ค. 69) ตรงกับช่วงหลังจากการพบกันของทรัมป์กับสี จิ้นผิงเพียงไม่นาน
จีนประกาศเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าได้ตกลงกับสหรัฐที่จะลดภาษีศุลกากรสินค้าบางรายการเพื่อส่งเสริมการค้าแบบทวิภาคี สะท้อนให้เห็นถึงการที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกมีเสถียรภาพมากขึ้นต่อเนื่องหลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์ของผู้นำทั้งสอง
เช่นเดียวกัน วันแรกของการประชุมจะตรงกับการเผยแพร่ข้อมูลที่น่าจะตอกย้ำบทบาทของจีนในสมการความไม่สมดุล โดยคาดว่า ยอดค้าปลีกจะขยายตัวอย่างอ่อนแอ ทำให้ภาพรวมช่วงต้นปีนี้แย่ที่สุดช่วงหนึ่งหากไม่นับช่วงการระบาดของโควิด-19 ตัดกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เร่งตัวขึ้น
เพื่อปูทางไปสู่การประชุม G7 ฝรั่งเศสได้ว่าจ้างคณะนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำทำรายงานพิเศษควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งต่างก็เน้นย้ำถึงความเร่งด่วนในการรับมือกับเสาหลักด้านความมั่งคั่งที่บิดเบี้ยว
“การที่ดุลบัญชีเดินสะพัดของโลกถ่างออกจากกันมากขึ้นในระยะหลัง กำลังสร้างความเสี่ยงทั้งต่อประเทศที่ขาดดุลและประเทศที่เกินดุลในรูปของการเติบโตด้านผลิตภาพที่ชะลอลง สงครามการค้า ความผันผวนในตลาด และวิกฤตการเงิน” กลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ซึ่งรวมถึง กีตา โกปีนาท อดีตเจ้าหน้าที่ IMF เขียนไว้เมื่อเดือนมีนาคม
แม้แต่การเห็นพ้องในเรื่อง “การวินิจฉัยปัญหาร่วมกัน” ยังเป็นเรื่องยาก ไม่ต้องพูดถึงการลงมือปฏิบัติ เมื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งรวมถึงรัฐมนตรีคลังสหรัฐ สก็อตต์ เบสเซนต์ เตรียมประชุมกันในวันจันทร์นี้
ตลาดพันธบัตรโลกป่วน
ในบรรดาจุดอ่อนที่นักเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นนั้น ความกังวลด้านการคลังเป็นสิ่งที่ทำให้นักลงทุนระส่ำมากที่สุด เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี พุ่งขึ้นสู่ระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2025 พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 30 ปีให้ผลตอบแทนแตะ 4% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1999 และวิกฤตการเมืองในสหราชอาณาจักรทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุใกล้เคียงกันทะยานสู่ระดับสูงสุดในรอบ 28 ปี
ในกลุ่มนี้ การขยายตัวทางการคลังของสหรัฐ เป็นสิ่งที่สร้างความกังวลอย่างเงียบ ๆ ให้กับผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกมากที่สุด โดย IMF คาดการณ์ว่าหนี้ของสหรัฐจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ ทั้งหมด เมื่อวัดด้วยเกณฑ์หนึ่ง หนี้สาธารณะของสหรัฐ เพิ่งทะลุหมุดหมายสำคัญที่ 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
เบสเซนต์ น่าจะย้ำจุดยืนเดิมของรัฐบาลทรัมป์ที่ว่า วิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมการกู้ยืม คือการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโต
“คุณต้องมองโลกในแง่ดีแบบสุดโต่งถึงจะคิดว่าสหรัฐจะลงมือทำอะไรจริงจังกับปัญหานี้” เอริก นีลเสน ที่ปรึกษาอาวุโสของบริษัท Independent Economics และอดีตเจ้าหน้าที่ IMF กล่าว “แต่ถึงอย่างนั้น การที่พวกเขาพูดคุยเรื่องนี้กันก็ยังถือว่าเป็นเรื่องดี”
เพื่อขยายกรอบการพูดคุยเรื่องความไม่สมดุล ฝรั่งเศสได้เชิญอินเดีย บราซิล เกาหลีใต้ และเคนยา เข้าร่วมการหารือในวันอังคาร โดยมีเป้าหมายในการร่างถ้อยแถลงแยกต่างหาก
ในด้านรูปธรรม เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังฝรั่งเศสที่ใกล้ชิดกับการเจรจาเปิดเผยว่า ฝรั่งเศสต้องการบรรลุ “ฉันทามติ” ในการยอมรับว่ามีความไม่สมดุลอยู่จริงและตระหนักถึงความเสี่ยงที่มีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
แหล่งข่าวซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อรายนี้ยังระบุว่า ในก้าวต่อไป ฝรั่งเศสต้องการให้กลุ่มเศรษฐกิจหลักต่าง ๆ ยอมรับความรับผิดชอบของตนเองอย่างชัดเจน เช่น ยุโรปต้องให้คำมั่นลงทุนมากขึ้น ขณะที่สหรัฐต้องลดการขาดดุล พร้อมกันนี้จะพยายามบรรลุข้อตกลงในการติดตามตรวจสอบความไม่สมดุลระยะยาว
เจ้าหน้าที่คาดว่าจะมีความตึงเครียดน้อยกว่ากับสหรัฐในการหารือเรื่องการลดการพึ่งพาจีนในด้าน “วัตถุดิบที่สำคัญยิ่งยวด” ซึ่งเป็นปัจจัยนำเข้าหลักของอุตสาหกรรมหลายแขนง เช่น เทคโนโลยีทางการแพทย์ การป้องกันประเทศ และรถยนต์ไฟฟ้า การครอบงำของจีนในห่วงโซ่อุปทานเหล่านี้ทำให้จีนมี “อำนาจต่อรอง” ในการเจรจาการค้ากับสหรัฐและประเทศอื่น ๆ
อันโตนิโอ บาโรโซ นักวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจอาวุโสของ Bloomberg Economics กล่าวว่า
“ด้วยระดับความเสียหายที่อุตสาหกรรมยุโรปได้รับจากการแข่งขันกับจีนซึ่งหลายฝ่ายมองว่าไม่เป็นธรรม ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของการประชุมครั้งนี้จากมุมมองของสหภาพยุโรปคือการมีมาตรการต่อปักกิ่งที่ประสานสอดคล้องกันอย่างแท้จริง ซึ่งก็ยังไม่น่าจะเกิดขึ้น”
ฝรั่งเศสต้องการให้มีข้อตกลงว่าด้วยแนวทางติดตามกลไกตลาดเพื่อคาดการณ์ปัญหาล่วงหน้า และวิธีการจัดระเบียบภาคส่วนนี้ รวมถึงการจัด “กล่องเครื่องมือเชิงนโยบาย” เช่น อัตราขั้นต่ำ มาตรการภาษี และโควตา
“นี่เป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่ง แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยเพราะมูลค่าไม่สูงมาก” โรลันด์ เลสคูร์ รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศสซึ่งจะทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม G7 กล่าว “แต่มันเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอาจทำให้กลยุทธ์การสร้างความพึ่งพาตนเองของเราต้องสะดุดได้”
ในการให้สัมภาษณ์อีกชิ้นหนึ่งซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ La Tribune Dimanche ฉบับวันที่ 17 พฤษภาคม เลสคูร์เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ผู้ผลิตรถยนต์อย่าง Stellantis NV และ Renault SA จะต้องให้ความสำคัญกับผู้ผลิตชิ้นส่วนภายในภูมิภาคมากขึ้น เพื่อปกป้องการจ้างงานและรักษาองค์ความรู้ไว้ในยุโรป ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปเพิ่มความร่วมมือกับบริษัทจีน
บริษัทรถยนต์เหล่านี้ “ต้องมีบทบาทในเรื่องความให้ความสำคัญต่อยุโรป ทั้งในด้านการจัดซื้อจากผู้ผลิตชิ้นส่วนของพวกเขาเอง” เขากล่าว “อธิปไตยทางอุตสาหกรรมต้องเป็นการต่อสู้ร่วมกันของทุกฝ่าย”

