วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม 2569

Login
Login

เดิมพัน ‘หลวงพระบาง’ เสี่ยงสูญสถานะ UNESCO แลกเขื่อนยักษ์หมื่นล้าน

เดิมพัน  ‘หลวงพระบาง’  เสี่ยงสูญสถานะ UNESCO แลกเขื่อนยักษ์หมื่นล้าน

ความงามตามธรรมชาติของ "ถ้ำปากอู"  สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของหลวงพระบางกำลังถูกแทนที่ด้วยภาพประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่น่ากังวล ทิวเขาที่เคยเขียวขจีรอบ ๆ ชายฝั่งถูกแผ้วถางจนโล่งเตียนเพื่อรองรับการก่อสร้าง "โรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง" 

เขื่อนยักษ์ขนาดกำลังการผลิต 1,460 เมกะวัตต์ โดยมีทั้งรถตักดิน ไซโลปูน และรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่วิ่งพลุกพล่านข้ามสะพานแห่งใหม่เพื่อเร่งเดินหน้าโครงการมูลค่ากว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 1.2 แสนล้านบาทนี้อย่างเต็มกำลัง โดยได้เริ่มก่อสร้างอย่างจริงจังมาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2567 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปี พ.ศ. 2570 ถึง พ.ศ. 2530

แม้ว่าตัวเขื่อนจะตั้งอยู่ไกลจนมองไม่เห็นจากตัวเมืองเก่า แต่โครงการร่วมทุนระหว่างลาวและไทยนี้ ซึ่งนำโดยสองบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยอย่าง ซีเค พาวเวอร์ และ ช.การช่าง 

ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวต่างแสดงความกังวลว่า เขื่อนแห่งนี้จะปรับเปลี่ยนทิศทางน้ำและทำลายระบบนิเวศแม่น้ำโขงอย่างรุนแรง จนอาจทำให้ องค์การยูเนสโก (UNESCO) ตัดสินใจ "ถอน" หลวงพระบางออกจากรายชื่อเมืองมรดกโลก ซึ่งเป็นสมญานามที่เมืองนี้ได้รับมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538

เศรษฐกิจลาวต้องเลือก ‘ท่องเที่ยว วัฒนธรรม หรือ พลังงาน?’

ความเสี่ยงในครั้งนี้เดิมพันด้วยอนาคตปากท้องของคนในประเทศอย่างมหาศาล ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ในปี 2567 ระบุว่า GDPลาว มีตัวเลขภายในประเทศต่อหัว อยู่ที่เพียง 2,124 ดอลลาร์เท่านั้น รัฐบาลลาวจึงจำเป็นต้องหาแหล่งรายได้หลักเข้าประเทศ 

ปัจจุบันเกิดการคานอำนาจกันระหว่างสองภาคส่วน ด้านหนึ่งคือ "ภาคการท่องเที่ยว" ที่ทำรายได้คิดเป็น 12% ถึง 14% ของ GDP โดยในปี  2567 หลวงพระบางเพียงเมืองเดียวสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ถึง 2.3 ล้านคน สร้างเม็ดเงินมหาศาลจากยอดรวมรายได้การท่องเที่ยวของประเทศที่ 1.4 พันล้านดอลลาร์

แต่อีกด้านหนึ่งคือ "การส่งออกไฟฟ้า" ซึ่งกลายมาเป็นท่อน้ำเลี้ยงที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐ (ITA) ชี้ว่า ในปี  2567 การขายไฟฟ้าของลาวสามารถโกยรายได้เข้าประเทศได้มากกว่า 2.6 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่ารายได้จากการท่องเที่ยวเกือบเท่าตัว ตัวเลขนี้เองที่ทำให้รัฐบาลลาวยังคงเดินหน้าผลักดันโครงการเขื่อนอย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องแลกกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ตาม

'หลวงพระบาง' เมืองในกรงเขื่อน

ไบรอัน อายเลอร์ (Brian Eyler) ผู้อำนวยการแผนกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากสถาบัน Stimson Center ในกรุงวอชิงตัน ได้สะท้อนภาพที่น่าใจหายไว้ว่า ในอดีตบุคคลสำคัญระดับโลกอย่าง แอนโทนี บอร์เดน เชฟชื่อดังผู้ล่วงลับ หรืออดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา รวมถึงนักท่องเที่ยวอีกหลายล้านคน ต่างเคยมายืนสัมผัสความยิ่งใหญ่ของแม่น้ำโขงที่ไหลอย่างอิสระ ณ เมืองแห่งนี้ 

แต่ในอนาคตอันใกล้ เสน่ห์เหล่านั้นจะมลายหายไปอย่างสิ้นเชิง เพราะแม่น้ำโขงช่วงหลวงพระบางจะถูกขนาบข้างและกักขังด้วยเขื่อนหลวงพระบางทางตอนบน และเขื่อนไซยะบุรีที่สร้างเสร็จไปแล้วทางตอนล่าง 

ยิ่งไปกว่านั้น แม่น้ำคานที่ไหลมาสมทบก็มีเขื่อนกั้นอยู่แล้วเช่นกัน หลวงพระบางจึงกำลังจะกลายเป็นเมืองที่ถูกล้อมกรอบด้วยเขื่อนอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองที่โลกมีต่อเมืองนี้ไปตลอดกาล

ในความเป็นจริง หลวงพระบางแบกรับความตึงตัวด้านการจัดการมานานแล้ว ทั้งปัญหาขยะ โครงสร้างพื้นฐาน และการกลืนกลายทางวัฒนธรรมที่อาคารเก่าแก่แทบทุกหลังกลายสภาพไปเป็นธุรกิจบริการนักท่องเที่ยว 

ทว่าไม่มีภัยคุกคามไหนจะร้ายแรงเท่าเขื่อนแห่งนี้ ปัจจุบันชาวบ้านในหลายหมู่บ้านต้องถูกสั่งอพยพโยกย้ายขึ้นที่สูง วิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านต้องจบลงเนื่องจากรัฐบาลสั่งห้ามจับปลาในรัศมี 5 กิโลเมตรจากเขื่อน 

ตัวแทนภาคธุรกิจบริการในพื้นที่รายหนึ่งเผยว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นด้วย แต่พวกเขา "ไม่มีสิทธิ์มีเสียง" และรู้สึกว่าทั้งวิถีชีวิตดั้งเดิมและความทรงจำร่วมของชุมชนได้สูญหายไปพร้อมกับการย้ายถิ่นฐานแล้ว

‘รอยเลื่อนแผ่นดินไหว’ ฝันร้ายของคนท้องถิ่น  

สิ่งที่ทำให้คนในพื้นที่และผู้เชี่ยวชาญนอนไม่หลับ ไม่ใช่แค่เรื่องของการสูญเสียป้ายมรดกโลก แต่คือความปลอดภัยในชีวิต เนื่องจากจุดก่อสร้างเขื่อนยักษ์แห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจาก "แนวรอยเลื่อนแผ่นดินไหว" ไม่ถึง 10 กิโลเมตร  

ไบรอัน อายเลอร์ จาก Stimson Center ให้ข้อมูลสถิติที่น่ากลัวว่า ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา มีแผ่นดินไหวขนาด 5 ถึง 6 แมกนิจูดเกิดขึ้นในรัศมี 100 กิโลเมตรรอบเมืองหลวงพระบางถึง 3 ครั้ง หากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงจนเขื่อนแตก ปริมาณน้ำมหาศาลในอ่างเก็บน้ำจะไหลบ่าลงมาล้างบางเมืองหลวงพระบางให้หายไปในพริบตา

สอดคล้องกับมุมมองทางวิชาการของ ศาสตราจารย์ ดร.ปัญญา จารุศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ให้ความเห็นว่า แม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าทางการตั้งใจเพิกเฉยต่อผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แต่ในแวดวงวิชาการยังคงมีข้อถกเถียงอย่างรุนแรงว่า การประเมินความเสี่ยงด้านแผ่นดินไหวของโครงการนี้รัดกุมเพียงพอแล้วหรือไม่   ซึ่งในประเด็นนี้ รัฐบาลลาวยังคงปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใด ๆ

ใครได้ประโยชน์นี้?  

เมื่อมองไปที่เบื้องหลังสัญญาการก่อสร้าง องค์กรพัฒนาเอกชนระดับโลกอย่าง International Rivers ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เขื่อนแห่งนี้อาจสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์ทางธุรกิจของกลุ่มทุนและนักการเมืองมากกว่าความจำเป็นที่แท้จริง เนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้เซ็นสัญญาผูกพันที่จะซื้อไฟฟ้าส่วนใหญ่จากเขื่อนนี้ ทั้งที่ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณไฟฟ้าสำรองล้นเกินความต้องการอยู่แล้ว 

ท้ายที่สุด ภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อพลังงานส่วนเกินเหล่านี้อาจถูกผลักไปให้ประชาชนไทยรับกรรมผ่านค่าไฟที่แพงขึ้น โดยที่ทาง กฟผ. เองก็ยังไม่มีการตอบกลับเพื่อชี้แจงในเรื่องนี้

ท่ามกลางวิกฤติรอบด้าน องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ระบุว่า คณะกรรมการมรดกโลกกำลัง "เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด" และติดต่อกับทางการลาวอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้โครงการนี้ทำลายคุณค่าสากลของเมืองหลวงพระบาง  

รายงานผลกระทบล่าสุดที่รัฐบาลลาวส่งไปเมื่อเดือนก.พ.จะถูกนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมใหญ่เดือนก.ค.นี้ ซึ่งผลการวิเคราะห์ว่าหลวงพระบางจะได้ "ไปต่อ" ในฐานะมรดกโลกหรือไม่ จะถูกเปิดเผยให้คนทั้งโลกได้รับรู้พร้อมกัน  

อ้างอิง Nikkei Asia