วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม 2569

Login
Login

อาหรับจุดปาฏิหาริย์โลจิสติกส์ จัด 'รถบรรทุกพันคัน' ฝ่าฮอร์มุซ

อาหรับจุดปาฏิหาริย์โลจิสติกส์ จัด 'รถบรรทุกพันคัน' ฝ่าฮอร์มุซ

เมื่อฮอร์มุซถูกปิดตายจากสงคราม ประเทศอ่าวอาหรับจึงเร่งสร้าง ‘เส้นเลือดใหม่’ ขึ้นกลางทะเลทราย ด้วยขบวนรถบรรทุกหนักนับพันคัน วิ่งฝ่าทะเลทรายอาหรับอันร้อนระอุ ‘ตลอด 24 ชั่วโมง’ จำนวนรถพุ่งจากวันละ 100 คัน เป็น ‘กว่า 7,000 คัน’ จนถูกยกให้เป็น ‘ปาฏิหาริย์ด้านโลจิสติกส์’

ท่ามกลางสงครามลากยาวในตะวันออกกลาง และช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงถูกปิดตาย ภาพที่หลายคนอาจไม่คาดคิด กำลังเกิดขึ้นกลางทะเลทรายอาหรับ เมื่อ “ขบวนรถบรรทุกนับพันคัน” วิ่งข้ามคาบสมุทรอาหรับ “ตลอด 24 ชั่วโมง” เพื่อทำหน้าที่แทนเรือสินค้า และได้กลายเป็น “เส้นเลือดฉุกเฉิน” ของเศรษฐกิจโลก 

ในขณะนี้ เส้นทางลำเลียงสินค้าทางบกในซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และโอมาน กำลังทำหน้าที่คล้าย “คาราวานอูฐในอดีต” เพียงแต่ครั้งนี้ สิ่งที่บรรทุกไม่ใช่เครื่องเทศหรือผ้าไหม หากเป็นปุ๋ย สินค้าอุปโภคบริโภค รถยนต์ และวัตถุดิบสำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจโลก

หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า บริษัทเหมืองแร่ยักษ์ใหญ่ของซาอุฯ อย่าง Maaden ต้องระดมรถบรรทุกเพิ่มจาก 600 คัน เป็น “กว่า 3,500 คัน” เพื่อเร่งขนปุ๋ยจากอ่าวเปอร์เซียไปยังท่าเรือฝั่งทะเลแดง โดยใช้คนขับสองคนต่อรถ เพื่อให้วิ่งแทบไม่หยุดตลอดเส้นทางกลางทะเลทราย 

บ็อบ วิลต์ ซีอีโอของบริษัท Maaden ระบุว่า แม้ต้นทุนจะสูงและระบบทั้งหมดไม่เคยถูกออกแบบมาสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ แต่ทางเลือกดังกล่าวช่วยลดผลกระทบจากวิกฤติปุ๋ยโลก ที่กำลังคุกคามห่วงโซ่อาหารและเงินเฟ้อในหลายประเทศ 

ขณะเดียวกัน บริษัทเดินเรือระดับโลกอย่าง Maersk และ MSC (Mediterranean Shipping Company) ก็เริ่มหันมาใช้ “การขนส่งทางบก” ข้ามคาบสมุทรอาหรับ 

ไม่เพียงเท่านั้น เครือซูเปอร์มาร์เก็ตใน UAE อย่าง Spinneys ถึงขั้นขนสินค้าอาหาร ไม่ว่าจะเป็นมันฝรั่งทอด ข้าวโอ๊ตสำหรับทำโจ๊ก และขนมเด็ก จากอังกฤษ ผ่านยุโรป อียิปต์ ซาอุฯ ก่อนเข้าสู่ดูไบด้วย “รถบรรทุก” ใช้เวลาถึง 16 วัน 

ด้าน “ระบบราง” ก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเช่นกัน โดย Etihad Rail ผู้ให้บริการรถไฟขนส่งสินค้า เพิ่งขนรถยนต์ Nissan หลายร้อยคันจากเมืองฟูไจราห์ซึ่งอยู่บนชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไปยังกรุงอาบูดาบีที่ตั้งอยู่ริมอ่าวเปอร์เซีย นับเป็นการขนส่งรถยนต์ด้วยรถไฟครั้งแรกของประเทศ

สงครามครั้งนี้ กำลังผลักให้ภูมิภาคอ่าวอาหรับ “เขียนแผนที่โลจิสติกส์ใหม่” อย่างเร่งด่วน จากเดิมที่เศรษฐกิจทั้งภูมิภาคพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก มาสู่การสร้างเครือข่ายถนน รถไฟ และท่าเรือสำรอง เพื่อให้การค้าโลกยังเดินหน้าต่อได้ แม้เส้นทางเดินเรือหลักจะถูกปิดกั้น 

อาหรับจุดปาฏิหาริย์โลจิสติกส์ จัด 'รถบรรทุกพันคัน' ฝ่าฮอร์มุซ

- เส้นทางขนส่งทางบกและท่าเรือสำคัญใหม่ในอ่าวอาหรับ (ภาพ: Andrew Barnett/WSJ) -

รถบรรทุกพุ่งจากวันละ 100 คัน เป็น ‘กว่า 7,000 คัน’

หนึ่งในจุดที่เปลี่ยนชัดที่สุดคือ ท่าเรือ Khor Fakkan ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเดิมเป็นเพียงศูนย์ถ่ายลำสินค้า แต่ปัจจุบันกลายเป็น “ประตูฉุกเฉิน” ของภูมิภาค โดยจำนวนรถบรรทุกพุ่งจากวันละ 100 คัน เป็น “กว่า 7,000 คัน” ขณะที่ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์รายสัปดาห์ เพิ่มจาก 2,000 ตู้ “เป็น 50,000 ตู้” หลังสงครามเริ่มต้น 

บริษัทผู้บริหารท่าเรือต้องเร่งจ้างพนักงานเพิ่ม 900 คนภายในสองสัปดาห์ พร้อมเปิดลานพักรถใหม่เพื่อรองรับการกระจายสินค้าอย่างเร่งด่วน 

“มันเหมือนต้องรวบรวมนักดนตรีทั้งวงภายในชั่วข้ามคืน เพื่อเล่นซิมโฟนีของโมซาร์ตให้ได้ทันที” ฟาริด เบลบูอับ ซีอีโอของ Gulftainer ผู้บริหารท่าเรือ Khor Fakkan กล่าว

ขณะเดียวกัน Saudi Aramco บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย ได้หันมาใช้ “ท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline” ไปยังท่าเรือยันบูบนทะเลแดง

ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็เร่งส่งออกน้ำมันดิบผ่านเมืองฟูไจราห์มากขึ้นเช่นกัน

Saudi Aramco ระบุในแถลงการณ์ต่อช่อง CNBC ว่า มีกำไรไตรมาสแรก “พุ่งขึ้น 26%” เมื่อเทียบรายปี และ “เพิ่มขึ้น 34%” จากกำไร 25,100 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อนหน้า สูงกว่าที่เหล่านักวิเคราะห์เคยคาดการณ์ไว้ หลังท่อส่งน้ำมันสำคัญที่ช่วยให้บริษัท “เลี่ยง” ช่องแคบฮอร์มุซเดินเครื่องได้เต็มกำลัง 

อามิน นาสเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Aramco กล่าวว่า “ท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ของเรา ซึ่งขณะนี้สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังที่ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็น ‘เส้นเลือดสำคัญ’ ของการจัดหาพลังงานโลก ช่วยลดผลกระทบจากวิกฤติพลังงานโลก และบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ”

ซาอุฯ จับมือสหรัฐ เร่งสร้าง ‘เส้นเลือดแร่’ ขึ้นมาใหม่

นอกจากประเด็นวางเส้นทางขนส่งใหม่แล้ว ซาอุดีอาระเบียยังสั่งให้เหมือง Maaden “ขยายกำลังการผลิตแร่” ฟอสเฟต ทองคำ และอะลูมิเนียม พร้อมวางแผนลงทุนสูงถึง 110,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า

บริษัทกำลังร่วมมือกับ MP Materials ของสหรัฐ และกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ในโครงการสกัดและแปรรูปแร่หายาก ซึ่งจะทำให้ซาอุดีอาระเบียกลายเป็น “จิ๊กซอว์สำคัญ” ของความพยายามฝั่งตะวันตกในการลดการพึ่งพาจีน

ขณะเดียวกัน Maaden ยังเป็นกำลังหลักที่ช่วยผลักดันให้ซาอุดีอาระเบียก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกฟอสเฟตรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก โดยปกติแล้ว ฟอสเฟตจะถูกขุดจากเหมือง นำมาแปรรูปเป็นเม็ดปุ๋ย ก่อนขนส่งออกสู่ตลาดโลกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

แต่เมื่อสงครามทำให้เส้นทางเดินเรือในฮอร์มุซเผชิญความเสี่ยงสูง บริษัทจึงต้องเร่งสร้าง “เส้นทางสำรอง” ผ่านทะเลทราย เพื่อให้การส่งออกยังเดินหน้าต่อได้

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญกลับไม่ใช่เรื่องการขนส่งผ่านทะเลทรายอันกว้างใหญ่ เพราะซาอุดีอาระเบียมีเครือข่ายทางหลวงข้ามประเทศรองรับอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ “โครงสร้างพื้นฐานปลายทาง” โดยเฉพาะท่าเรือฝั่งทะเลแดง ซึ่งเดิมไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการส่งออกฟอสเฟตในปริมาณมหาศาล

Maaden จึงต้องเร่งดัดแปลงระบบโลจิสติกส์ใหม่เกือบทั้งหมด ตั้งแต่การสร้างคลังสินค้าแบบสำเร็จรูปสำหรับเก็บปุ๋ย ไปจนถึงติดตั้งระบบท่อพิเศษสำหรับขนถ่ายกรดซัลฟิวริก ซึ่งเป็นสารสำคัญในการผลิตฟอสเฟตและมีฤทธิ์กัดกร่อนสูง ลงสู่รถบรรทุกแทงก์สเตนเลสโดยเฉพาะ

ปาฏิหาริย์โลจิสติกส์ ในวันที่ฮอร์มุซลุกเป็นไฟ

แม้ระบบขนส่งทางบกจะไม่สามารถทดแทนศักยภาพการเดินเรือได้ทั้งหมด และยังมีต้นทุนสูงกว่า แต่หลายฝ่ายมองว่า นี่กำลังกลายเป็น “โช้กอัพ” สำคัญของเศรษฐกิจโลก ที่ช่วยลดแรงกระแทกจากสงคราม รักษาการค้าโลกบางส่วน และช่วยชะลอแรงเงินเฟ้อไม่ให้รุนแรงไปกว่านี้ 

วิกฤติฮอร์มุซ ยังเผยให้เห็นจุดอ่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ นั่นคือ การพึ่งพา “เส้นทางเดียว” อาจทำให้ทั้งระบบเปราะบางเกินไป หากเกิดสงครามหรือวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์

วันนี้ ประเทศอ่าวอาหรับจึงไม่ได้มองแค่การ “เอาตัวรอด” จากสงคราม แต่กำลังเร่งสร้างระบบโลจิสติกส์สำรองถาวร เพื่อให้โลกไม่ถูก “บีบคอ” ได้ง่ายอีกในอนาคต 

เดิมที ช่วงเริ่มต้นของสงคราม นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ CRU เคยตั้งคำถามอย่างกังวลใจว่า สินค้าส่งออกของซาอุดีอาระเบีย จะยังสามารถส่งออกสู่ตลาดโลกได้หรือไม่

แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ข้อมูลจากบริษัทติดตามเรือสินค้า Kpler ระบุว่า สินค้าฟอสเฟตจากท่าเรือยันบูบนทะเลแดง ได้ถูกส่งไปถึงทั้งจิบูตี ไทย และอาร์เจนตินาแล้ว

ปีเตอร์ แฮร์ริสสัน นักวิเคราะห์จาก CRU ถึงขั้นเรียกปฏิบัติการรับมือวิกฤติครั้งนี้ว่าเป็น “ปาฏิหาริย์ด้านโลจิสติกส์ของซาอุดีอาระเบีย”

อ้างอิง: wsjreuterscnbc