'Suzuki' จ่อขึ้นแท่นค่ายรถญี่ปุ่นอันดับ 2 แทน 'Honda' หลังยอดขายอินเดียโตต่อเนื่องป็น 60% ของยอดขายทั่วโลก สวนทางฮอนด้าที่ขาดทุนครั้งแรกในรอบเกือบ 70 ปี
บริษัท "ซูซูกิ มอเตอร์" (Suzuki Motor) ใกล้ขยับขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นรายใหญ่อันดับ 2 "เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์" เมื่อพิจารณาจากยอดขายในปีงบประมาณนี้ แทนที่ "ฮอนด้า มอเตอร์" (Honda Motor) ซึ่งกำลังเผชิญภาวะที่ท้าทาย และคาดว่าจะร่วงลงมาอยู่อันดับ 3 ในปีนี้
ซูซูกิเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า คาดว่าจะจำหน่ายรถยนต์ได้ 3.55 ล้านคัน ในปีงบฯ ปัจจุบัน (สิ้นสุดเดือนมี.ค. 2027) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7% ในขณะที่ฮอนด้าคาดว่าจะขายได้ 3.39 ล้านคันในช่วงเวลาเดียวกัน
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของซูซูกิมาจาก "ตลาดอินเดีย" ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 60% จากยอดขายทั่วโลกของซูซูกิ ขณะที่ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตรถยนต์อินเดียระบุว่า ยอดขายรถยนต์ใหม่ในอินเดียเพิ่มขึ้น 9% ในปีงบประมาณ 2025 สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.72 ล้านคัน
นอกจากนี้ ซูซูกิยังได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐน้อยกว่าคู่แข่งค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นรายอื่นๆ เนื่องจากซูซูกิไม่มีการดำเนินธุรกิจในสหรัฐ รวมถึงในจีน ที่ยานยนต์ไฟฟ้ากำลังแพร่หลายและมีการแข่งขันกับผู้ผลิตท้องถิ่นอย่างรุนแรงด้วย
ในปีงบประมาณ 2025 ที่ผ่านมา กำไรสุทธิของซูซูกิเพิ่มขึ้น 6% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4.392 แสนล้านเยน (2.78 พันล้านดอลลาร์) ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น 8% แตะ 6.29 ล้านล้านเยน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดทุบสถิติใหม่เช่นกัน
อย่างไรก็ดี บริษัทคาดว่ากำไรสุทธิจะลดลง 13% ในปีงบประมาณนี้ เหลือ 3.8 แสนล้านเยน จากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยซูซูกิประเมินว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจฉุดผลประกอบการทั้งปีลงมากถึง 1 แสนล้านเยน หากราคาวัตถุดิบและค่าระวางขนส่งทางทะเลยังอยู่ในระดับสูงตลอดทั้งปี
“เราไม่ได้ทำสิ่งต่างๆ เพื่อจะเป็นอันดับ 2 ภารกิจของเราคือการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ที่ผู้คนยอมรับ” โทชิฮิโระ ซูซูกิ ประธานบริษัทกล่าวในการแถลงผลประกอบการ “ไม่ว่าจะเป็นโตโยต้า ฮอนด้า หรือบริษัทอื่นๆ เราจะแข่งขันเพื่อช่วยฟื้นฟูตลาดอินเดีย”
ตลาดอินเดียเริ่มท้าทายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประธานของซูซูกิได้ส่งสัญญาณถึงความระมัดระวังต่อการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นรายอื่นเริ่มรุกเข้าสู่ตลาดอินเดียที่กำลังเติบโตเช่นกัน
ในวันเดียวกัน "ฮอนด้า" ระบุว่าจะเปิดตัวรถยนต์ขนาดกลางและรถยนต์ขนาดเล็กความยาวต่ำกว่า 4 เมตรในตลาดอินเดีย ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป และเตรียมจัดตั้งบริษัทด้านบริการดิจิทัลในอินเดีย เพื่อเจาะความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากการใช้รถจักรยานยนต์มาเป็นรถยนต์
“อินเดียเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดที่คาดว่าจะเติบโต” โทชิฮิโระ มิเบะ ประธานฮอนด้ากล่าว “ชิ้นส่วนและรถยนต์สำเร็จรูปในอินเดียจะกลายเป็นมาตรฐานสำหรับความสามารถการแข่งขันในอนาคต”
ทั้งนี้ ฮอนด้าเพิ่งรายงานผลประกอบการรายปี "ขาดทุน" เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 70 ปีนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยขาดทุนจากการดำเนินงานรวม 4.14 แสนล้านเยน จากการบันทึกค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างธุรกิจ EV ที่สูงกว่า 9 พันล้านดอลลาร์
ด้าน "โตโยต้า มอเตอร์" (Toyota Motor) ซึ่งมีความสัมพันธ์ด้านเงินทุนกับซูซูกิ ระบุเมื่อวันจันทร์ว่าจะสร้างโรงงานแห่งใหม่ในอินเดียตะวันตก โดยมีกำหนดเริ่มดำเนินงานในปี 2029 และมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตในอินเดียเป็น 3 เท่า สู่ระดับ 1 ล้านคันภายในทศวรรษ 2030
แม้ว่าซูซูกิและโตโยต้าจะมีความร่วมมือกันในอินเดียผ่านการผลิตแบบรับจ้างและรูปแบบอื่นๆ แต่การแข่งขันระหว่างทั้งสองบริษัทก็มีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น
ซูซูกิใช้ความเชี่ยวชาญจากตลาดรถยนต์ขนาดเล็ก หรือ “เคย์คาร์” (K-car) ในญี่ปุ่น มาสร้างฐานในอินเดีย โดยมุ่งเน้นรถยนต์ขนาดเล็ก แต่บริษัทซึ่งถือเป็นผู้บุกเบิกตลาดรถยนต์อินเดีย ก็กำลังเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากผู้ผลิตท้องถิ่นรายใหญ่ด้วย เช่น "มหินทรา แอนด์ มหินทรา" และกลุ่ม "ทาทา" รวมถึงคู่แข่งจากเกาหลีใต้ "ฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป" ที่มีจุดแข็งด้านรถยนต์ราคาจับต้องได้
แม้ซูซูกิยังคงเป็นผู้นำตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในอินเดีย แต่ส่วนแบ่งตลาดที่เคยสูงกว่า 60% ลดลงต่ำกว่า 40% ในปีงบประมาณ 2025 ทำให้ซูซูกิที่ต้องพยายามรักษาฐานที่มั่น มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตในอินเดียมากกว่า 50% สู่ 4 ล้านคันต่อปีภายในปีงบประมาณ 2030 โดยจะเพิ่มกำลังการผลิตอีก 500,000 คันในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณนี้ ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มเป็น 2.9 ล้านคัน
บริษัทยังกำลังพัฒนาอินเดียให้เป็น "ฐานการส่งออก" เนื่องจากต้นทุนแรงงานค่อนข้างต่ำ โดยยอดส่งออกในปีงบประมาณ 2025 เพิ่มขึ้น 35% ไปอยู่ที่สู่ 448,000 คัน
ซูซูกิคาดว่ายอดการส่งออกรจะเติบโตต่อเนื่องในปีงบประมาณนี้ และมีแผนขยายสู่ "ตลาดแอฟริกา" ซึ่งมีศักยภาพการเติบโตสูงและมีข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์สำหรับการส่งออกจากอินเดีย
เซอิจิ สึกิอุระ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Tokai Tokyo Intelligence Laboratory กล่าวว่า ซูซูกิได้สร้างเครือข่ายการขายและบริการที่แข็งแกร่งในอินเดีย แต่ก็ยังขาดกลุ่มรถยนต์ SUV ซึ่งลดความน่าสนใจในกลุ่มผู้บริโภควัยหนุ่มสาวและผู้มีรายได้สูง
เมื่อเศรษฐกิจอินเดียเติบโต ชนชั้นกลางขยายตัว ความต้องการของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปสู่รถยนต์อเนกประสงค์มากขึ้น โดยข้อมูลจาก MarkLines ระบุว่า ตลาดรถยนต์เอสยูวีแซงหน้ารถยนต์ขนาดเล็กไปแล้วตั้งแต่ปี 2022 และปัจจุบันมีสัดส่วนใกล้ 50% ของตลาด หากซูซูกิยังมีผลิตภัณฑ์เอสยูวีไม่แข็งแกร่ง อาจลำบากในการแข่งขันด้านส่วนแบ่งตลาด
ที่มา: Nikkei Asia

