วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม 2569

Login
Login

สรุป 5 ประเด็น ‘ทรัมป์-สี’ ประชุมสุดยอดผู้นำ คุยอะไรกันบ้าง? 

สรุป 5 ประเด็น ‘ทรัมป์-สี’ ประชุมสุดยอดผู้นำ คุยอะไรกันบ้าง? 

ซีเอ็นบีซี ระบุว่า การพบปะครั้งสำคัญนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร และการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่อบอุ่นระหว่างสองมหาอำนาจ แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะเผชิญกับประเด็นขัดแย้งสะสมมานานหลายปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิมนุษยชน ไปจนถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยี และการค้า

สรุป 5 ประเด็นสำคัญจากการประชุม

จากการเปิดเผยข้อมูลของทั้งรัฐบาลจีน และเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว นี่คือ “5 ประเด็นสำคัญ” ที่เป็นหัวใจหลักของการหารือในครั้งนี้  

สรุป 5 ประเด็น ‘ทรัมป์-สี’ ประชุมสุดยอดผู้นำ คุยอะไรกันบ้าง? 

1. กำหนดทิศทาง 'ความสัมพันธ์' ใหม่

ทรัมป์ และสี ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีน และสหรัฐ ให้เป็นไปในลักษณะ "เชิงสร้างสรรค์ และมีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์" โดยผู้นำจีน ระบุว่า รัฐบาลปักกิ่งจะใช้กรอบแนวคิดนี้เป็นแนวทางหลักในการดำเนินนโยบายสำหรับช่วง 3 ปีข้างหน้า และหลังจากนั้น

ในการประชุม  สีเน้นย้ำว่าทิศทางเชิงยุทธศาสตร์นี้จะขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือ และการเป็นคู่แข่งในระดับที่เหมาะสม (measured competition) โดยทั้งสองฝ่ายต้องสามารถบริหารจัดการความแตกต่างระหว่างกันได้ พร้อมทั้งกำชับว่ากรอบความร่วมมือนี้จะต้องถูกนำไปปฏิบัติให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน และเป็นรูปธรรม

ด้าน เทียนเฉิน สวี่ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit  วิเคราะห์ว่า นี่คือ สัญญาณของการเข้าสู่ช่วงเวลาที่ทั้งสองประเทศจะพยายามรักษาเสถียรภาพให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ แม้ความขัดแย้งจะยังคงมีอยู่ แต่การมีแนวทางป้องกันเช่นนี้ จะช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนเกินความควบคุมเหมือนที่เกือบจะเกิดขึ้นในช่วงปี 2025 ที่ผ่านมา

2.ทั้ง 2 เปิดใจเจรจา สู่การประชุม  'เชิงบวกและสมดุล'

สี เผยว่า คณะผู้แทนทางการค้าของทั้ง 2 ประเทศสามารถบรรลุข้อสรุปที่เป็นบวก และมีความสมดุลในภาพรวม 

ก่อนที่จะมีการประชุมสุดยอดผู้นำ คณะทำงานด้านเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐ และจีนได้เปิดโต๊ะเจรจากันก่อนที่ประเทศเกาหลีใต้ โดยมี “สกอตต์ เบสเซนต์” รัฐมนตรีคลังสหรัฐ  และ เหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ซึ่งผลการพูดคุยในรอบนี้เป็นไปอย่างราบรื่น และได้ข้อสรุปที่ทั้งสองฝ่ายต่างพอใจ ทำให้เกิดบรรยากาศเชิงบวกก่อนที่ผู้นำทั้งสองประเทศจะพบกันจริง

ผู้นำจีนระบุว่า ทั้ง 2 ประเทศควรทำงานร่วมกันเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนเชิงบวกที่เกิดขึ้นได้ยากนี้ไว้ โดยรัฐบาลปักกิ่งพร้อมเปิดรับการขยายความร่วมมือทางการค้าจากฝั่งสหรัฐมากยิ่งขึ้น  พร้อมทั้งยืนยันว่าประตูแห่งการเปิดประเทศของจีนจะเปิดกว้างมากขึ้นกว่าเดิม

ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่กลุ่มผู้นำทางธุรกิจจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกาหลายแห่งได้ร่วมคณะเดินทางไปกับทรัมป์ในครั้งนี้ด้วย ซึ่งรวมถึง อีลอน มัสก์ ซีอีโอของเทสลา และ เจนเซน หวง ประธานบริหารของอินวิเดีย

3.ยกระดับ ‘ดีลการค้า-เปิดประตูการลงทุน

สี ได้เสนอให้ทั้งสองมหาอำนาจเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารผ่านช่องทางทางการทูต และทางทหารให้มากขึ้น เพื่อลดความระแวง และสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน

 พร้อมทั้งเรียกร้องให้ขยายความร่วมมือในอุตสาหกรรมที่เป็นรากฐานสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การเกษตร รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน

ทางด้านเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ในการหารือครั้งนี้ ทั้งทรัมป์ และสี รวมถึงทีมงานของทั้งสองฝ่าย ได้แลกเปลี่ยนแนวทางในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจร่วมกัน โดยมุ่งเน้นไปที่การขยายโอกาสให้ธุรกิจจากสหรัฐ สามารถเข้าถึงตลาดผู้บริโภคในจีนได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้จีนเข้ามาลงทุนในภาคอุตสาหกรรมของอเมริกาเพิ่มขึ้นด้วย

นอกจากประเด็นทางเศรษฐกิจแล้ว  ทรัมป์ยังได้ย้ำถึงความคาดหวังที่มีต่อรัฐบาลปักกิ่งใน 2 ประเด็นหลัก คือ  1.การขอความร่วมมือให้จีนเดินหน้าปราบปรามการลักลอบส่งออกยาเฟนทานิลเข้าสู่สหรัฐ  และ 2.การเร่งเพิ่มยอดการนำเข้าสินค้าเกษตรจากอเมริกา  

4.ทางออกวิกฤติน้ำมัน เห็นตรงกันต้องเปิด ‘ฮอร์มุซ’ 

ในการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และวิกฤตการณ์โลก ทั้งทรัมป์ และสี จิ้นผิง เห็นพ้องตรงกันว่า " ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก จะต้องเปิดให้สัญจรได้ตามปกติเพื่อฟื้นฟูการไหลเวียนของน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                   ผู้นำจีนยืนยันคัดค้านการใช้กำลังทหารในเส้นทางขนส่งหลัก รวมถึงปฏิเสธความพยายามใดๆ ที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการใช้เส้นทางน้ำนี้

ประเด็นที่น่าสนใจคือ จีนได้แสดงความสนใจที่จะเพิ่มการซื้อน้ำมันจากสหรัฐให้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอน 

นอกจากนี้ ทั้งสองยังมีความเห็นแบบเดียวกันในประเด็นความมั่นคง โดยยืนยันว่าอิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองอย่างเด็ดขาด

5. ‘ไต้หวัน’ จุดชี้ขาดความสัมพันธ์ 2 มหาอำนาจ

 สี ได้ส่งสัญญาณเตือนด้วยถ้อยคำที่รุนแรงที่สุดเกี่ยวกับกรณีของ "ไต้หวัน" โดยย้ำชัดว่า “เป็นประเด็นที่สำคัญ และเปราะบางที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีน”  

ผู้นำจีนระบุว่าหากประเด็นไต้หวันมีความสำคัญมาก “หากจัดการได้ดี ความสัมพันธ์ก็จะยั่งยืน แต่หากจัดการได้ไม่ดี สองประเทศก็เสี่ยงต่อการปะทะหรือความขัดแย้ง”

 

 

 

อ้างอิง CNBC

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์