ธุรกิจ AI - คลาวด์ โตไว แต่ 'อาลีบาบา' กลับขาดทุนจากการดำเนินงานครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลังทุ่มลงทุนหนักกับ AI เพื่อหวังชิงความเป็นเจ้าตลาด
บริษัทอาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (Alibaba Group Holding Ltd.) ประกาศการ "ขาดทุนจากการดำเนินงาน" เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งสะท้อนระดับ "การใช้จ่ายมหาศาล" ของผู้นำอีคอมเมิร์ซจีนในการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่บริษัทคาดหวังว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตระยะต่อไป
ในการรายงานผลประกอบการวันนี้ (13 พ.ค.) บริษัทขาดทุนจากการดำเนินงาน 848 ล้านหยวน (ราว 4 พันล้านบาท) ในไตรมาสสิ้นสุดเดือนมี.ค. 2026 ซึ่งถือเป็นการขาดทุน "ครั้งแรก" นับตั้งแต่ไตรมาสเดียวกันของปี 2021
ขณะที่รายได้รวมปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 3% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่วนกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ส่วนใหญ่มาจากกำไรจากการลงทุนในหุ้น
ข่าวนี้ทำให้ราคาหุ้นของอาลีบาบาปรับตัวลง 2% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาดที่สหรัฐ และทำให้ปีนี้ราคาหุ้นร่วงไปแล้วถึงราว 8% แล้วนับตั้งแต่ต้นปี 2026
หาเงินจาก AI คืองานใหญ่
ผลประกอบการที่ "น่าผิดหวัง" ของอาลีบาบาเกิดขึ้นหลังยักษ์ไอทีในจีนอย่าง "Tencent Holdings Ltd." รายงานผลประกอบการที่อ่อนแอเช่นกัน โดยทำรายได้ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้
รายงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีนกำลังเผชิญความยากลำบากในการเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญ แม้จะทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปกับดาต้าเซ็นเตอร์ งานวิจัย และบุคลากร เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวแล้วก็ตาม
ปีนี้อาลีบาบาประกาศชัดเจนถึงเป้าหมายในการสร้างรายได้จาก AI ผ่านโครงการจำนวนมาก ตั้งแต่บริการคลาวด์, AI agent ไปจนถึงซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร
ยักษ์อีคอมเมิร์ซจีนจากหางโจวรายนี้ได้ปรับขึ้นราคาบริการ AI และคลาวด์ และหันมาให้ความสำคัญกับโมเดลที่พัฒนาขึ้นเอง รวมถึงยังปรับโครงสร้างทีมงานใหม่ในปีนี้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไรจาก AI
เอ็ดดี อู๋ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าเพิ่มรายได้จากคลาวด์และ AI ขึ้น 5 เท่า สู่ระดับ 100,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ภายใน 5 ปี อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการยังได้รับผลกระทบจากการแข่งขันกับ Meituan และ JD.com ในธุรกิจส่งอาหารตลอดปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ บรรดาบริษัทเทคโนโลยีทั้งในสหรัฐและจีน ซึ่งรวมถึงอาลีบาบา กำลังเผชิญแรงกดดันจากนักลงทุนมากขึ้นให้ "เปลี่ยนการใช้จ่ายด้าน AI ให้กลายเป็นผลตอบแทนที่ทำกำไรได้จริง"
ในบรรดาบริษัทเทคโนโลยีจีนรายใหญ่ อาลีบาบาถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใช้จ่ายด้าน AI มากที่สุด โดยให้คำมั่นจะลงทุนราว 53,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 3 ปี ขณะที่ธุรกิจคลาวด์กลายเป็นหน่วยธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของบริษัท
“เรามั่นใจต่อแนวโน้มธุรกิจและจะเดินหน้าลงทุนใน AI กับ Cloud ต่อไป เพื่อเสริมความได้เปรียบในการแข่งขัน” โทบี ซูประธานเจ้าหน้าที่การเงินระบุในแถลงการณ์
Bloomberg Intelligence ระบุว่า อาลีบาบามีแนวโน้มจะเร่งผสาน AI เข้ากับระบบนิเวศของบริษัทมากขึ้นในปีงบประมาณ 2027 ส่งผลให้รายจ่ายยังอยู่ในระดับสูงเพื่อกระตุ้นการใช้งานของผู้ใช้ ซึ่งจะจำกัดการฟื้นตัวของอัตรากำไรในธุรกิจอีคอมเมิร์ซจีน แม้บริษัทจะควบคุมการใช้จ่ายในธุรกิจ quick-commerce ได้มีวินัยมากขึ้นก็ตาม
ปัจจุบันบริษัทมีแอป AI ที่เชื่อมเข้ากับเครื่องมือชอปปิง ระบบนำทาง และระบบชำระเงิน รวมถึงมีเครื่องมือ Agentic AI ในชื่อ "อู้คง" (WuKong) สำหรับลูกค้าองค์กร
อาลีบาบายังเชื่อมแอป AI “Qwen” เข้ากับแพลตฟอร์มเถาเป่า เพื่อกระตุ้นการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ และปรับขึ้นราคาบริการคลาวด์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา รวมถึงขึ้นราคาผลิตภัณฑ์ด้าน AI computing และระบบจัดเก็บข้อมูลสูงสุดถึง 34%
ความทะเยอทะยานของอาลีบาบาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่แอปพลิเคชัน AI โดยอู๋กล่าวว่าบริษัทมุ่งมั่นสร้างศักยภาพ AI แบบครบวงจร รวมถึงด้านฮาร์ดแวร์ด้วย
ขณะนี้อาลีบาบากำลังวางแผนนำบริษัทผลิตชิป T-Head เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น เพื่อใช้ประโยชน์จากความสนใจของนักลงทุนต่อทางเลือกชิปสัญชาติจีนแทน Nvidia Corp. หลังหน่วยธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ของบริษัทได้ China Unicom เป็นลูกค้าภายนอกรายใหม่

