วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘เปิดวาระร้อน’ ทรัมป์เยือนจีน ถก ‘5 Bs’ บนโต๊ะเจรจา แลกพักรบ

‘เปิดวาระร้อน’ ทรัมป์เยือนจีน ถก ‘5 Bs’ บนโต๊ะเจรจา แลกพักรบ

จับตาการพบกันของสองผู้นำมหาอำนาจโลก ‘เวทีวัดกำลังการต่อรอง’ ซึ่งจะปะทะกันในทุกมิติ ตั้งแต่สงครามอิหร่าน สงครามการค้า AI ชิป แร่หายาก ไปจนถึงเรื่องไต้หวัน โดยเป้าหมายสหรัฐในการประชุมนี้ เป็น '5 Bs' ได้แก่ Boeing, Beans, Beef, Board of Trade และ Board of Investment

ท่ามกลางสงครามอิหร่านเขย่าโลก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมกลายเป็น “ผู้นำสหรัฐคนแรกในรอบเกือบ 10 ปี” ที่เดินทาง “เยือนจีน” อย่างเป็นทางการ โดยมีกำหนดถึงกรุงปักกิ่งในวันพุธนี้ (13 พ.ค.2026) เพื่อหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการประชุมสุดยอดที่ทั่วโลกจับตา

การพบกันครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้นำสองมหาอำนาจโลกจะ “รีเซตความสัมพันธ์ใหม่” และพยายามหาจุดร่วมในประเด็นขัดแย้ง ตั้งแต่สงครามตะวันออกกลาง สงครามการค้า เทคโนโลยี AI สถานะไต้หวัน ไปจนถึงแร่หายาก

อย่างไรก็ตาม แม้ทั้งสองฝ่ายพยายามส่งสัญญาณลดความตึงเครียด แต่เบื้องหลังการเจรจา กลับเต็มไปด้วยการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่เข้มข้นที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยก่อนการหารือ “ยาว 2 วัน” จะเริ่มขึ้นนี่คือ “ประเด็นสำคัญ” ที่คาดว่าจะครองวาระการประชุม

จีนวางตัว ‘สายสันติ’ แต่อีกมุม สหรัฐ ‘ติดหล่ม’ ก็ดีต่อจีน

ในขณะนี้ ปธน.ทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้จบสงครามอิหร่าน หลัง ความขัดแย้งบานปลายจนกระทบเศรษฐกิจโลก และดันราคาพลังงานแพงขึ้น โดยสหรัฐคาดว่า จะกดดันจีนเรื่องความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน

จีนถือเป็น “ลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุด” ของอิหร่าน และยังให้การสนับสนุนทางการทูตกับอิหร่านในเวทีโลก ทำให้สหรัฐมองว่า “เงินจากจีน” มีส่วนช่วยให้อิหร่านยังเดินหน้าต่อได้ท่ามกลางการถูกคว่ำบาตร

ที่ผ่านมา สหรัฐได้คว่ำบาตรบริษัทจีนหลายแห่ง ฐานซื้อน้ำมันอิหร่านหรือส่งข้อมูลดาวเทียมเกี่ยวกับฐานทัพสหรัฐแก่รัฐบาลอิหร่าน 

ไม่เพียงเท่านั้น ทรัมป์ยังเคยกล่าวเป็นนัยเมื่อเดือนเมษายน ว่า สหรัฐตรวจพบเรือลำหนึ่งที่อาจขนอาวุธหรือสิ่งสนับสนุนทางทหารจากจีนไปให้อิหร่าน โดยเรียกว่าเป็น “ของขวัญจากจีน” อย่างไรก็ตาม กระทรวงต่างประเทศจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวทันที

แม้ทรัมป์จะพยายามลดกระแสความขัดแย้ง โดยบอกว่า เขายังมี “ความสัมพันธ์ที่ดีมาก” กับสี จิ้นผิง แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐยืนยันว่า รายได้ที่จีนมอบให้อิหร่าน รวมถึงความเป็นไปได้เรื่องการส่งอาวุธ จะถูกหยิบขึ้นมาพูดคุยในการประชุมครั้งนี้แน่นอน

ด้านจีนเอง ก็แสดงจุดยืนแข็งกร้าวเช่นกัน โดยรัฐบาลปักกิ่งสั่งให้บริษัทจีน “ไม่ต้องทำตาม” มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันอิหร่าน พร้อมใช้กฎหมายพิเศษที่ออกมาตั้งแต่ปี 2021 เพื่อปกป้องบริษัทจีนจากกฎหมายต่างชาติที่จีนมองว่า “ไม่เป็นธรรม”

กระทรวงต่างประเทศจีนยังโจมตีมาตรการของสหรัฐว่าเป็น “การคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ผิดกฎหมาย” และเรียกร้องให้วอชิงตันมุ่งรักษาข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน มากกว่ากล่าวหา หรือ “สาดโคลนใส่จีน”

ทั้งนี้ในครั้งล่าสุด ทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอฉบับล่าสุดของอิหร่าน โดยระบุว่า ข้อเสนอด้านนิวเคลียร์ยังไม่มีการยอมอ่อนข้อที่น่าพอใจ พร้อมเรียกว่า “ไม่อาจยอมรับได้โดยสิ้นเชิง”

ฮิโรชิ นากานิชิ ศาสตราจารย์ด้านการเมืองระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยเกียวโต กล่าวว่า ในเมื่อยังไม่มีข้อตกลงที่ครอบคลุม คำถามเรื่อง “จะยุติสงครามอิหร่านอย่างไร” จะกลายเป็นหนึ่งในวาระสำคัญบนโต๊ะเจรจาที่ปักกิ่ง

สำหรับจีน แรงจูงใจมีทั้งสองด้าน ในฐานะผู้ซื้อน้ำมันจากตะวันออกกลางรายใหญ่และเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออก จีนต้องการให้สงครามจบลง และเส้นทางเดินเรือกลับมาเปิดใช้งานตามปกติ อีกทั้งยังต้องการแสดงบทบาทว่าเป็น “ประเทศที่ส่งเสริมสันติภาพ”

แต่ใน “มุมการเมือง” นากานิชิ มองว่า “การที่สหรัฐ ‘ติดหล่ม’ อยู่ในอ่าวเปอร์เซีย ถือเป็นสถานการณ์ที่เอื้อต่อจีน”

คาด ‘ขยายเวลา’ พักรบสงครามการค้า

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะถูกพูดถึงในการประชุมครั้งนี้ คือ “สงครามภาษี” ที่ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ แม้ทั้งสองฝ่ายจะพักรบชั่วคราวมาตั้งแต่เดือนตุลาคม ปีก่อนก็ตาม

ก่อนหน้านั้น หลังทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว เขาเดินหน้ามาตรการขึ้นภาษีสินค้าจีนอีกครั้ง ทำให้จีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐเช่นกัน แม้ภายหลังทั้งสองประเทศจะตกลง “ลดความตึงเครียด” ลงชั่วคราว ด้วยการผ่อนปรนภาษีบางส่วน และชะลอการควบคุมการส่งออกสินค้าบางประเภท เช่น แร่หายากของจีน แต่ภาษีส่วนใหญ่ยังคงอยู่

การประชุมครั้งนี้ จึงถูกมองว่า ทั้งทรัมป์ และสี จิ้นผิง น่าจะพยายาม “ขยายเวลาพักรบทางการค้าออกไป” เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งกลับมารุนแรงกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ความไม่พอใจระหว่างสองฝ่ายยังคงมีอยู่มาก รัฐบาลจีนวิจารณ์ภาษีของสหรัฐมาโดยตลอด ขณะที่รัฐบาลทรัมป์ยังเดินหน้าสอบสวนแนวทางการค้าของจีน ซึ่งอาจเปิดทางให้สหรัฐสามารถเก็บภาษีรอบใหม่ได้อีกในอนาคต หลังศาลสูงสหรัฐเคยตัดสินยกเลิกภาษีบางส่วนของทรัมป์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

แม้จะขัดแย้งกันหลายเรื่อง แต่ก็มีหนึ่งประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายเริ่มมีความร่วมมือมากขึ้น คือ การปราบปรามยา “เฟนทานิล” ซึ่งเป็นยาเสพติดสังเคราะห์ที่ทำให้เกิดวิกฤติการเสพติด และเสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาดในสหรัฐ

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยใช้ประเด็นเฟนทานิลเป็นเหตุผลในการขึ้นภาษีสินค้าจีน 10% เพื่อกดดันให้จีนควบคุมการผลิต และส่งออกสารตั้งต้นของยาเสพติดชนิดนี้ ต่อมาภาษีดังกล่าวถูกเพิ่มเป็น 20% ก่อนจะถูกปรับลด และถูกศาลสูงสหรัฐยกเลิกในที่สุด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ยังพยายามหามาตรการภาษีใหม่มาทดแทน

ก่อนทรัมป์เดินทางถึงจีนเพียง 2 วัน รัฐบาลจีนประกาศว่า ได้ร่วมมือกับสหรัฐทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติสำเร็จ ซึ่งถูกมองว่าเป็น “สัญญาณบวก” และแสดงให้เห็นว่า แม้ทั้งสองประเทศจะแข่งขันกันหนัก แต่ก็ยังมีบางเรื่องที่พร้อมร่วมมือกันได้ หากผลประโยชน์สอดคล้องกัน

ทรัมป์ดัน ‘5 Bs’ บนโต๊ะเจรจาจีน แลกพักรบ

ในอีกเป้าหมายสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือ การผลักดันให้จีน “ซื้อสินค้าอเมริกันเพิ่ม” และทำข้อตกลงทางธุรกิจกับสหรัฐมากขึ้น

นักวิเคราะห์มองว่า การประชุมครั้งนี้อาจนำไปสู่ข้อตกลงทางธุรกิจหลายรายการ โดยหนึ่งในดีลที่ถูกจับตามากที่สุดคือ ความเป็นไปได้ที่จีนจะสั่งซื้อเครื่องบินครั้งใหญ่จาก Boeing ซึ่งอาจกลายเป็นคำสั่งซื้อครั้งประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังระบุว่า ทั้งสองฝ่ายอาจหารือเรื่องการค้าสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมการบิน และพลังงานด้วย

สก็อตต์ เคนเนดี นักวิเคราะห์จากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (CSIS) ในกรุงวอชิงตัน กล่าวว่า เป้าหมายของสหรัฐในการประชุมครั้งนี้ สรุปได้เป็น “5 Bs” ได้แก่ Boeing (เครื่องบิน) Beans (ถั่วเหลือง) Beef (เนื้อวัว) Board of Trade (บอร์ดความร่วมมือการค้า) และ Board of Investment (บอร์ดความร่วมมือการลงทุน)

นี่สะท้อนว่า สหรัฐต้องการให้จีนเพิ่มการซื้อสินค้าอเมริกัน และสร้างระบบความร่วมมือทางการค้า และการลงทุนที่ชัดเจนมากขึ้น

เอมิลี คิลครีส นักวิจัยอาวุโสจาก Center for a New American Security กล่าวว่า “สิ่งที่ฉันจะจับตา หากมีการประกาศตั้ง Board of Trade จริง คือ เราจะได้เห็นรายละเอียดมากน้อยแค่ไหน จะมีลักษณะความเป็นสถาบันอย่างจริงจังเพียงใด และมีแผนที่ชัดเจนหรือไม่” โดยเฉพาะในเรื่องการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนว่า ภาคอุตสาหกรรมใดที่ทั้งสองฝ่ายมองว่าเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน

ที่ผ่านมา สหรัฐพยายามผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตร เช่น ถั่วเหลือง และเนื้อวัว ไปยังจีน เพราะจีนถือเป็นผู้นำเข้าถั่วเหลืองรายใหญ่ที่สุดของโลก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงสงครามการค้าปีก่อน จีนเคยหยุดซื้อพืชผลบางส่วนจากสหรัฐเป็นเวลาหลายเดือน ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเกษตรกรอเมริกัน ก่อนที่การนำเข้าจะเริ่มฟื้นตัวอีกครั้งหลังทั้งสองฝ่ายพักรบทางการค้าเมื่อเดือนตุลาคม

แม้ด้านการค้าจะเริ่มมีความคืบหน้า แต่ในเรื่อง “การลงทุน” ยังดูห่างไกลจากข้อตกลงใหญ่ โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐเปิดเผยก่อนการประชุมว่า ขณะนี้ยังไม่มีแผนเปิดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ใหม่จากจีนในสหรัฐแต่อย่างใด เนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคง

ทรัมป์ใช้ ‘ชิป’ สกัดความก้าวหน้า AI จีน

ท่ามกลางการแข่งขันด้าน “ปัญญาประดิษฐ์” อย่างดุเดือดระหว่างสหรัฐ และจีน ซึ่งทั้งสองประเทศต่างต้องการเป็น “ผู้นำโลกด้าน AI” และต่างออกมาตรการจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีของอีกฝ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ

เจ้าหน้าที่สหรัฐเปิดเผยว่า ในการประชุมครั้งนี้ วอชิงตันเตรียมหยิบยกประเด็น AI ขึ้นมาหารือ พร้อมเสนอความเป็นไปได้ในการเปิด “ช่องทางพูดคุยโดยตรง” กับจีน เพื่อหารือเรื่อง AI อย่างต่อเนื่องในอนาคต

สิ่งที่สหรัฐกังวลมากคือ บริษัทจีนอาจกำลังใช้ผลลัพธ์จาก AI ระดับสูงของอเมริกา ไปพัฒนาโมเดล AI ของตัวเองในต้นทุนที่ถูกกว่ามาก

ก่อนหน้านี้ บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐหลายแห่ง เช่น OpenAI, Anthropic และ Google ออกมาร้องเรียนว่า บริษัทจีนบางแห่งอาจใช้วิธี “ดูดข้อมูลหรือผลลัพธ์จาก AI อเมริกัน” เพื่อนำไปฝึกระบบของตัวเอง 

นอกจากการแข่งขันด้านเทคโนโลยีแล้ว ทั้งสองประเทศยังมีความขัดแย้งเรื่อง “การเข้าถึงตลาด” และการซื้อกิจการบริษัท AI ด้วย

ตัวอย่างล่าสุด คือ กรณีที่จีนสั่งให้ Meta ยกเลิกดีลซื้อกิจการสตาร์ตอัป AI ชื่อ Manus มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนว่า จีนต้องการจำกัดไม่ให้บริษัทต่างชาติเข้าถึงเทคโนโลยีภายในประเทศมากเกินไป

ในอีกด้าน จีนเองก็ไม่พอใจมาตรการควบคุมการส่งออกชิปของสหรัฐ ที่ทำให้บริษัทจีนเข้าถึงชิป AI ระดับสูงจาก Nvidia ได้ยากขึ้น โดยรัฐบาลจีนมองว่า สหรัฐกำลังใช้ “ชิป” เป็นอาวุธสกัดการเติบโตด้านเทคโนโลยีของจีน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา ทรัมป์ยอมให้ Nvidia สามารถขายชิป AI รุ่นลดประสิทธิภาพที่ชื่อ H200 ให้ลูกค้าจีนได้ แต่รัฐบาลสหรัฐจะได้รับค่าธรรมเนียม 25% จากยอดขายชิปเหล่านี้ในจีน

แม้ยังไม่ชัดเจนว่า เรื่องการควบคุมชิปจะถูกพูดถึงมากแค่ไหนในการประชุมครั้งนี้ แต่ AI และเซมิคอนดักเตอร์ กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นแข่งขันที่สำคัญที่สุดระหว่างสองมหาอำนาจโลกในยุคใหม่

ล่าสุด “เจนเซน หวง” ซีอีโอชิป AI Nvidia ร่วมทริปเยือนจีน หลังทรัมป์ต่อสายตรงเชิญ “ในนาทีสุดท้าย” หลังจากที่ก่อนหน้านี้สื่อหลายสำนักรายงานว่า ไม่มีชื่อของหวงในกลุ่มผู้บริหารที่เดินทางไปด้วย

สหรัฐต้องการ ‘แร่หายากจีน’ ผลิตชิป และอาวุธ

สำหรับประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การแข่งขันเรื่องแร่สำคัญ โดยเฉพาะ “แร่หายาก” (Rare Earths) ซึ่งจีนถือเป็นผู้เล่นที่มีอำนาจมากที่สุดของโลกในตอนนี้ โดยจีนครองการผลิตแร่หายากทั่วโลกสูงถึง 70% จากเหมืองแร่ในหลายประเทศ ตามข้อมูลจาก Now-Gmbh องค์กรวิจัยของรัฐบาลเยอรมนี

แร่เหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากต่ออุตสาหกรรมยุคใหม่ ตั้งแต่เทคโนโลยีป้องกันประเทศ รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด ไปจนถึงชิป และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ทำให้กลายเป็น “อาวุธทางเศรษฐกิจ” สำคัญของจีน

ที่ผ่านมา จีนใช้การควบคุมการส่งออกแร่หายากเป็นเครื่องมือกดดัน ซึ่งแม้ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงพักรบการค้าเมื่อเดือนตุลาคม การค้าสินค้าเหล่านี้เริ่มกลับมาดีขึ้นบ้าง แต่ปริมาณการซื้อขาย ก็ยัง “ต่ำกว่า” ช่วงก่อนจีนใช้มาตรการควบคุมการส่งออก

ขณะเดียวกัน แม้สหรัฐจะพยายามหาซัปพลายแร่จากประเทศอื่นมากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยง แต่ Bloomberg Economics มองว่า วอชิงตันอาจต้องใช้เวลาอีก “หลายปี” กว่าจะสามารถลดอิทธิพลของจีนในตลาดแร่หายากได้จริง

สาเหตุสำคัญคือ จีนไม่ได้ครองแค่การทำเหมือง แต่ยังมีความได้เปรียบอย่างมากใน “กระบวนการแปรรูป” ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนนำแร่ไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ

ด้านจีนเอง ก็เริ่มออกกฎใหม่เพื่อตอบโต้ความพยายามของชาติตะวันตก ที่ต้องการย้ายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีน หรือจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยี และวัตถุดิบสำคัญของจีน

แม้ปักกิ่งจะเริ่มปรับระบบอนุญาตส่งออกแร่ให้ดูง่ายขึ้น ผ่านการออกใบอนุญาตทั่วไป เพื่อช่วยให้การค้าคล่องตัวขึ้น แต่หลายบริษัททั่วโลกยังแสดงความกังวลว่า กระบวนการอนุมัติของจีน “ยังล่าช้า” และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือควบคุมตลาดอยู่ดี

สถานการณ์นี้สะท้อนว่า “แร่หายาก” กำลังกลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิสำคัญที่สุดของสงครามเศรษฐกิจยุคใหม่ เพราะใครควบคุมแร่เหล่านี้ได้ ก็มีอำนาจเหนืออุตสาหกรรมเทคโนโลยี และพลังงานของโลกในอนาคต

ไต้หวันกลายเป็น ‘ระเบิดเวลา’ ความสัมพันธ์

ประเด็น “ไต้หวัน” ยังคงเป็นหนึ่งในเรื่องอ่อนไหว และเสี่ยงปะทุมากที่สุดในความสัมพันธ์ และคาดว่าจะถูกหยิบขึ้นมาหารือในการพบกันครั้งนี้ด้วย

จีนมองว่า “ไต้หวัน” เป็นส่วนหนึ่งของจีน และยืนยันมาโดยตลอดว่า วันหนึ่งไต้หวันจะต้องกลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของปักกิ่ง 

ขณะที่สหรัฐ แม้จะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน แต่ก็ยังสนับสนุนไต้หวันด้านอาวุธ และความมั่นคง รวมถึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลไทเป
ที่ผ่านมา จีนเคยเรียกร้องให้รัฐบาลทรัมป์ประกาศอย่างชัดเจนว่า “คัดค้านเอกราชไต้หวัน” ซึ่งหากสหรัฐยอมทำเช่นนั้น จะถือเป็นชัยชนะทางการทูตครั้งใหญ่ของปักกิ่ง

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐระบุว่า ในการประชุมครั้งนี้ ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายของวอชิงตันต่อไต้หวันแต่อย่างใด

ด้านฟรองซัวส์ อู๋ รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศไต้หวัน ให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กเมื่อปลายเดือนเมษายน ว่า เขากังวลว่าไต้หวันอาจกลายเป็น “หัวข้อบนโต๊ะเจรจา” ระหว่างทรัมป์ และสี จิ้นผิง หรืออาจถูกใช้เป็นแต้มต่อในการต่อรองระหว่างสองมหาอำนาจ

ปัจจุบัน นโยบายของสหรัฐคือ การยอมรับรัฐบาลปักกิ่งว่าเป็น “รัฐบาลจีนเพียงหนึ่งเดียว” แต่ก็ไม่ได้ระบุชัดเจนว่า สหรัฐมีจุดยืนอย่างไรต่อสถานะทางกฎหมายของไต้หวัน

ทั้งนี้ สหรัฐมีพันธกรณีตามกฎหมายที่จะต้องช่วยให้ไต้หวันสามารถป้องกันตนเองได้ แต่ในทางการ สหรัฐยังคงยึดแนวทางที่เรียกว่า “ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์” ซึ่งหมายถึง การไม่ระบุชัดว่า สหรัฐจะเข้าแทรกแซงทางทหารหรือไม่ หากจีนตัดสินใจใช้กำลังยึดไต้หวันคืน

ก่อนการประชุมเพียงไม่กี่วัน ทรัมป์ยังถูกถามด้วยว่า เขาจะพูดคุยกับสี จิ้นผิง เรื่องแผนขายอาวุธสหรัฐมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ให้ไต้หวันหรือไม่ ซึ่งทรัมป์ตอบว่า “ประธานาธิบดี สี อยากให้เราไม่ทำเช่นนั้น และผมจะหารือเรื่องนี้”

ในขณะนี้ ผู้สังเกตการณ์กำลังจับตาว่า ประธานาธิบดีทรัมป์อาจเบี่ยงออกจากจุดยืนแบบ “คลุมเครือตามธรรมเนียม” ของสหรัฐต่อไต้หวันหรือไม่ เช่น การกล่าวว่าสหรัฐ “คัดค้าน” เอกราชไต้หวัน แทนที่จะใช้ถ้อยคำเดิมว่า “ไม่สนับสนุน” เอกราชไต้หวัน

นักวิเคราะห์จาก Eurasia Group ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายผ่านคำพูดของทรัมป์ อาจไม่ใช่ผลลัพธ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด แต่หากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นสิ่งที่ “สำคัญที่สุด” เพราะจะ “สร้างบรรทัดฐานใหม่” และเพิ่มความวิตกในไต้หวันเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของสหรัฐ

ประเด็นไต้หวันจึงยังคงเป็น “ระเบิดเวลา” สำคัญในความสัมพันธ์สหรัฐ-จีน เพราะเกี่ยวข้องทั้งเรื่องอธิปไตย ความมั่นคง และอิทธิพลทางทหารในเอเชียโดยตรง
 

 

 

อ้างอิง: bloombergapnewsnikkei

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์