ศูนย์ผลิตกวางตุ้งกระอัก ค่าไฟพุ่ง 2 เท่า สะเทือนอุตสาหกรรมปิดตัว
สู่รอยร้าวพลังงานจีน สั่งโรงไฟฟ้าเร่งสำรองถ่านหิน จ่อกระทบสายผลิต จับตาดีล ‘ทรัมป์-สี‘ ผ่าดีลซื้อก๊าซ
บลูมเบิร์กรายงานว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจใน "กวางตุ้ง" ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญที่สุดของจีน กำลังตกอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างหนักในการจัดหา “ไฟฟ้า” หลังจากสงครามอิหร่านทำให้การขนส่งเชื้อเพลิงหยุดชะงัก กลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของระบบพลังงานจีน
มณฑลกวางตุ้งมีประชากรใกล้เคียงกับญี่ปุ่นและมีขนาดเศรษฐกิจเทียบเท่ากับเกาหลีใต้ เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับต้นทุนเชื้อเพลิงนำเข้าที่แพงขึ้น ส่งผลให้ราคาซื้อขายไฟฟ้าในตลาดพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวนับตั้งแต่สงครามปะทุ ทำให้รัฐบาลต้องสั่งการให้โรงไฟฟ้าเร่งสำรองถ่านหินเพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางที่ขาดแคลน
รอยร้าวพลังงาน ‘จีน’
แม้ว่าจีนจะเตรียมตัวมานานหลายปีเพื่อรับมือกับวิกฤติ ทั้งการสำรองน้ำมัน การหาแหล่งพลังงานที่หลากหลาย และการหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนหรือนิวเคลียร์ แต่สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซที่การขนส่งแทบจะหยุดนิ่งก็พิสูจน์ให้เห็นว่าจีนไม่ได้มีภูมิคุ้มกันที่สมบูรณ์
กวางตุ้งที่อยู่ห่างไกลจากแหล่งถ่านหินในประเทศและต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าเป็นหลัก รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว LNG ซึ่งเดิมทีเป็นกลยุทธ์เพื่ออากาศสะอาด แต่ปัจจุบันความพึ่งพาก๊าซกลับกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ความมั่นคงทางพลังงานสั่นคลอนเมื่อซัพพลายทั่วโลกตึงตัว
ไฟฟ้าพุ่ง สะเทือนภาคธุรกิจ อุตฯ สำลักต้นทุน
สัญญาณความตึงเครียดที่ชัดเจนที่สุดคือราคาไฟฟ้าในตลาดจรของกวางตุ้ง ซึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้โรงไฟฟ้าก๊าซจะมีสัดส่วนกำลังการผลิตเพียง 1 ใน 5 แต่กลับเป็นตัวกำหนดราคาหลักในตลาด เมื่อต้นทุนก๊าซสูงขึ้นจึงลามไปทั้งระบบ
ราคาเฉลี่ยค่าไฟฟ้าในเดือนเม.ย.พุ่งไปถึง 509 หยวนต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง หรือเกือบ 2 เท่าจากช่วงก่อนสงคราม ส่งผลให้บริษัทเทรดเดอร์ไฟฟ้าหลายแห่งที่คาดการณ์ราคาผิดพลาดต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนอย่างหนักจากการทำสัญญาซื้อขายระยะยาว
แม้ผู้ผลิตรายใหญ่จะยังพอรับมือได้เพราะมีสัญญาราคาไฟฟ้าคงที่ระยะยาว แต่ผู้ผลิตรายย่อยเริ่มได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้นอย่างเซรามิก ซึ่งบางโรงงานต้องลดกำลังการผลิตหรือปิดตัวลงชั่วคราวเนื่องจากสู้ค่าพลังงานไม่ไหว
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมความต้องการสินค้าส่งออกของจีนยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากปัญหาซัพพลายเชนในส่วนอื่นของเอเชียทำให้คำสั่งซื้อไหลกลับมาที่กวางตุ้ง ประกอบกับการขยายตัวของ EV และดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าในไตรมาสแรกพุ่งสูงขึ้นถึง 7.6%
‘กวางตุ้ง’ มีบทเรียนจากอดีต
บทเรียนจากวิกฤติไฟดับในอดีตทำให้กวางตุ้งพร้อมรับมือมากขึ้น แต่ความเสี่ยงในช่วงฤดูร้อนยังคงสูง หากวิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ จีนอาจต้องหันกลับไปพึ่งพาถ่านหินมากขึ้นแม้ราคาโลกจะสูงขึ้นก็ตาม
นอกจากนี้ วิกฤติดังกล่าวกำลังทำให้จีนต้องทบทวนบทบาทของก๊าซธรรมชาติใหม่ ซึ่งเดิมเคยมองว่าเป็นสะพานเชื่อมสู่พลังงานสะอาด แต่ตอนนี้ความผันผวนของราคาอาจทำให้จีนหันไปเร่งพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ ลมในทะเล และกลับมาเพิ่มโรงไฟฟ้าถ่านหินรุ่นใหม่เพื่อสร้างความยืดหยุ่นแทน
ทั่วโลกกำลังจับตาการพบปะกันระหว่างผู้นำจีนและสหรัฐที่อาจมีการตกลงซื้อพลังงานจากอเมริกามากขึ้นเพื่อทดแทนแหล่งเดิมในตะวันออกกลาง หรือหาทางออกทางการทูตกับอิหร่าน
ทั้งนี้ คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปมณฑลกวางตุ้งยืนยันว่า แม้จะยังต้องใช้ก๊าซเพื่อความเสถียรในระยะสั้น แต่เป้าหมายหลักในอนาคตคือการมุ่งหน้าสู่พลังงานสะอาดอย่างเต็มกำลัง ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนก๊าซนำเข้าที่ผันผวนอย่างรุนแรงจากปัจจัยภายนอกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

