ดัชนีโคสปี (KOSPI) ของเกาหลีใต้ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด วานนี้ (12พ.ค.) พุ่งแตะระดับ 7,999 จุด เข้าใกล้ระดับ 8,000 จุด ผลักดันโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
ปัจจุบัน "หุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำ" มีสัดส่วนถึง 50% ของดัชนีโคสปีและสร้างกำไรให้ดัชนีประมาณ 70% ส่งผลให้มูลค่าตลาดรวมของเกาหลีใต้ขึ้นไปแตะ 4.81 ล้านล้านดอลลาร์ แซงหน้าตลาดหุ้นไต้หวันไปแล้ว
- ราคาหุ้นบริษัท เอสเค ไฮนิกซ์ (SK Hynix Inc.) ผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ที่ปรับตัวขึ้นกว่า 180%
- ราคาบริษัทซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ (Samsung Electronics) ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 120% ในปีนี้ จนซัมซุงกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นรายที่ 2 ในเอเชียต่อจากบริษัท TSMC ผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดในโลก
ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ซัมซุง มีกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นถึง 48 เท่า ส่งผลให้ถูกคาดการณ์ว่า จะก้าวขึ้นเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ทำกำไรสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก แซงหน้าทั้งแอปเปิลและ อัลฟอร์เบท บริศัทแม่ของกูเกิล โดยเป็นรองเพียงเอ็นวิเดียเท่านั้น
ตลาดทุนที่แข็งแกร่งนี้มีอุตสาหกรรม “เซมิคอนดักเตอร์” เป็นฟันเฟืองหลัก โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 การส่งออกในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นถึง 139% เมื่อเทียบกับปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 7.8 แสนล้านดอลลาร์
โกลด์แมน แซคส์วิเคราะห์ว่า ความต้องการชิปหน่วยความจำจากการเติบโตของเอไอจะส่งผลให้การส่งออกที่เกี่ยวข้องกับเอไอของเกาหลีใต้ขยับขึ้นไปแตะระดับ 30% ของ GDP ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าระดับ 10% ในทศวรรษที่ผ่านมาถึงสามเท่า
ขณะที่ เจพีมอร์แกนได้ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนีโคสปีเป็นครั้งที่สองในรอบเดือน โดยคาดการณ์เป้าหมายในแง่ดีไว้ที่ 10,000 จุด จากปัจจัยบวกเรื่องวงจรเซมิคอนดักเตอร์ขาขึ้นและการปฏิรูปการกำกับดูแลกิจการ
แรงงานซัมซุงร้องส่วนแบ่ง ‘กำไรเอไอ’ 15%
เมื่ออุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำได้รับอานิสงส์อย่างมากจากการเติบโตของเอไอ ในวันอังคารที่ผ่านมา (12 พ.ค.) “สหภาพแรงงานของซัมซุง” ซึ่งเป็นตัวแทนพนักงานหลายหมื่นคน ยื่นข้อเสนอต่อผู้บริหารเรียกร้องส่วนแบ่ง 15% ของกำไรจากการดำเนินงานมาจัดสรรเป็นโบนัสให้พนักงานในแผนกชิป ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้อยู่ระหว่างการเจรจาค่าจ้างเพื่อเลี่ยงการประท้วงหยุดงานเป็นเวลา 18 วัน ที่อาจเริ่มขึ้นในวันที่ 21 พ.ค.
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ข้อเรียกร้องเข้มข้นขึ้น คือการเปรียบเทียบกับคู่แข่งรายสำคัญอย่างเอสเค ไฮนิกซ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้บรรลุข้อตกลงกับพนักงาน โดยยอมจัดสรรกำไรจากการดำเนินงาน 10% มาเป็นโบนัส ทำให้พนักงานซัมซุงใช้กรณีนี้เป็นมาตรฐานในการเรียกร้องที่สูงกว่า เนื่องจากซัมซุงมีขนาดธุรกิจและกำไรที่ใหญ่กว่า
โมเดลปันผล ‘กำไร AI’ ให้พลเมือง
ความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นนำมาสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สร้างความผันผวนให้ตลาดหุ้น โดย “คิม ยงบอม” เลขานุการอาวุโสฝ่ายนโยบายของประธานาธิบดี อี แจมยอง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเสนอให้รัฐบาลจ่าย “เงินปันผล” ให้แก่ประชาชนโดยใช้ภาษีจากกำไร AI เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
คิมอธิบายว่า เกาหลีใต้ไม่ได้ดำเนินงานในฐานะเศรษฐกิจส่งออกแบบดั้งเดิมอีกต่อไปแล้ว และอาจกำลังเปลี่ยนไปสู่ “เศรษฐกิจผูกขาดเทคโนโลยี” ที่ขับเคลื่อนโดยการขาดแคลนชิปและกำไรส่วนเกินอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าการเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีจะเป็น “แก่นแท้ของความเป็นไปได้ที่เปิดกว้างอยู่เบื้องหน้าเกาหลีในขณะนี้” แต่คิมเตือนว่ามันอาจทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมลึกซึ้งยิ่งขึ้น
คิมเสนอสิ่งที่เขาเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “เงินปันผลแห่งชาติ” สำหรับการกระจายกำไรส่วนเกินของบริษัทจากเทคโนโลยี AI สู่สังคม
แม้ว่าข้อเสนอดังกล่าวยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน แต่ก็ส่งผลให้ดัชนี KOSPI ดิ่งลงทันทีถึง 5.1% เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าจะมีการจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่ แต่สถานการณ์คลี่คลายลงเมื่อคิมชี้แจงเพิ่มเติมว่า เป็นการนำ “รายได้ภาษีส่วนเกิน” ที่เก็บได้ตามปกติจากกำไรที่เพิ่มขึ้นของบริษัทมาใช้งาน ไม่ใช่การออกมาตรการภาษีลาภลอยใหม่แต่อย่างใด
โฮมิน ลี นักกลยุทธ์จากลอมบาร์ด โอเดียร์ สิงคโปร์ระบุว่า ตลาดดีดตัวกลับเมื่อมีความชัดเจนว่าไม่ใช่การเก็บภาษีใหม่ที่มุ่งเน้นกดดันผู้ประกอบการ
ความเหลื่อมในยุค AI
ในมุมมองภาครัฐ คิมให้ความเห็นว่า “กำไรส่วนเกินในยุค AI มีการกระจุกตัว” โดยประโยชน์มหาศาลจะตกอยู่กับบริษัทผู้ผลิตหน่วยความจำ วิศวกรระดับสูง และผู้ถือครองสินทรัพย์ ในขณะที่ชนชั้นกลางอาจได้รับผลประโยชน์เพียงทางอ้อมเท่านั้น
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ฝ่ายการเมืองกำลังจับตามองผลกระทบจากเทคโนโลยี AI อย่างใกล้ชิด โดยกังวลว่าการพัฒนาที่รวดเร็วนี้อาจกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ “ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน” ขยายกว้างขึ้นกว่าเดิม
สำหรับในเกาหลีใต้ ความกังวลดังกล่าวได้แปรเปลี่ยนเป็นแรงกดดันทางสังคม โดยมีการเรียกร้องให้เหล่าบริษัทผู้นำทางธุรกิจแบ่งปันผลกำไรมหาศาลที่ได้จากความตื่นตัวในโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับโลก กลับคืนสู่สังคมและกลุ่มแรงงานให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม แทนที่จะกระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มเดียว
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของรัฐบาลเกาหลีใต้ที่ระบุว่าจะนำ “รายได้ภาษีส่วนเกิน” มาจัดสรรนั้น สร้างความกังวลให้แก่กลุ่มผู้เสียภาษี เนื่องจากสุดท้ายแล้วภาระค่าใช้จ่ายในโครงการนี้อาจถูกผลักมาที่ภาคประชาชน แทนที่จะเป็นงบประมาณที่บริหารจัดการโดยรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว

