สหรัฐอาจปิดประตูใส่ ‘รถยนต์จีน’ ได้ แต่ดูเหมือนจะไม่สามารถหยุด ‘อิทธิพลจีน’ ในอุตสาหกรรมรถยนต์ตัวเองได้อีกแล้ว เมื่อชิ้นส่วนและบริษัทจีนกลับค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในซัพพลายเชนยานยนต์สหรัฐ ตั้งแต่ชิ้นส่วนอะไหล่ต่าง ๆ ถุงลมนิรภัย แบตเตอรี่อีวี ไปจนถึงระบบพวงมาลัย
แม้ว่า “รถยนต์จีน” ยังแทบไม่สามารถวิ่งบนถนนอเมริกาได้ เนื่องจากกำแพงภาษีสหรัฐที่สูงระดับ 100% แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ “อะไหล่จีน” กลับฝังตัวอยู่ในแทบทุกมุมของอุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐไปแล้ว
หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ท่ามกลางกระแสกีดกันรถยนต์ไฟฟ้าจีน การขึ้นภาษีระดับ 100% และความพยายามของนักการเมืองอเมริกันในการปิดประตูใส่ผู้ผลิตจากจีน ความจริงอีกด้านกลับสะท้อนว่า จีนได้ค่อยๆ แทรกตัวเข้าสู่ “ห่วงโซ่อุปทาน” ของอุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐอย่างลึกซึ้ง จนยากจะแยกออกจากกัน
ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา AlixPartners ระบุว่า ปัจจุบันมีซัพพลายเออร์รถยนต์ในสหรัฐมากกว่า 60 แห่ง ที่อยู่ภายใต้การถือครองของบริษัทจากจีน ครอบคลุมตั้งแต่ถุงลมนิรภัย กระจกรถยนต์ ระบบพวงมาลัย ไปจนถึงชิ้นส่วนสำคัญของรถ EV
ไม่เพียงเท่านั้น บริษัทจีนยังเข้าไป “ถือหุ้น” ในซัพพลายเออร์อเมริกันราว 5% จากทั้งหมดประมาณ 10,000 รายทั่วประเทศ
ไมเคิล ดันน์ ซีอีโอบริษัทที่ปรึกษา Dunne Insights ซึ่งเชี่ยวชาญอุตสาหกรรมรถยนต์จีน กล่าวว่า บริษัทจีน “ฝังตัวลึก” อยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐแล้ว
สถานการณ์ดังกล่าว กำลังสร้างความกังวลใจมากขึ้นในกรุงวอชิงตัน โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐพยายามมองจีนในฐานะ “คู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์” ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง
ล่าสุด สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกันกว่า 50 คน ได้ส่งจดหมายถึงรัฐบาลทรัมป์ เรียกร้องให้ “กีดกัน” บริษัทจีนและผู้ผลิตแบตเตอรี่จีนไม่ให้เข้ามาตั้งโรงงานในสหรัฐ พร้อมเตือนว่า การปล่อยให้จีนเข้ามามีบทบาทในซัพพลายเชนรถยนต์อเมริกัน อาจกลายเป็นความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศในระยะยาว
ขณะเดียวกัน วุฒิสภาสหรัฐยังผลักดันร่างกฎหมายที่ต้องการ “แบนรถยนต์จากจีน” รวมถึงชิ้นส่วนด้านความปลอดภัย เช่น ถุงลมนิรภัย และเข็มขัดนิรภัยที่ผลิตในจีน
อย่างไรก็ตาม แม้กระแสต่อต้านจีนจะรุนแรงขึ้น แต่ความเป็นจริงในสายการผลิตกลับสะท้อนว่า อุตสาหกรรมรถยนต์อเมริกันยังคงพึ่งพาจีนในระดับสูง
ข้อมูลจากหน่วยงานความปลอดภัยทางถนนของสหรัฐ (NHTSA) ระบุว่า รถยนต์อย่างน้อย 40 รุ่นที่วางขายในอเมริกาปัจจุบัน ใช้ชิ้นส่วนจากจีนในระดับที่ต้องรายงานต่อรัฐบาล
Ford Mustang GT รุ่นใหม่ ใช้เกียร์ธรรมดา 6 สปีดจากจีน ขณะที่ Toyota Prius Plug-in Hybrid มีชิ้นส่วนจากจีนประมาณ 15%
ส่วนรถ SUV หลายรุ่นของ General Motors ทั้ง Chevrolet Trax, Blazer EV และ Equinox EV มีชิ้นส่วนจากจีนราว 20%
แม้ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่หลายรายจะสนับสนุนกฎหมายสกัดรถจีน แต่ในทางปฏิบัติ พวกเขากลับยังไม่สามารถตัดขาดจากซัพพลายเชนจีนได้ง่ายนัก
Tesla เริ่มบังคับให้ซัพพลายเออร์ตัดชิ้นส่วนจากจีนออกจากรถที่ผลิตในสหรัฐ ขณะที่ GM พยายามลดการใช้วัสดุจากจีนในรถที่ผลิตในอเมริกาให้ต่ำกว่า 3% แต่กระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลาและต้นทุนมหาศาล
สิ่งที่น่ากังวลสำหรับสหรัฐมากกว่านั้น คือ “ความเร็ว” ในการเติบโตของบริษัทชิ้นส่วนรถยนต์จีนบนเวทีโลก
ข้อมูลจาก Berylls ซึ่งอยู่ภายใต้ AlixPartners ระบุว่า ในปี 2012 มีบริษัทจีนเพียง 1 แห่ง ติดอันดับซัพพลายเออร์ยานยนต์ 100 อันดับแรกของโลก แต่ในปี 2024 ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มเป็น 13 แห่ง และอาจพุ่งเป็น 22 แห่งภายในสิ้นทศวรรษนี้
เยอร์เกน ไซมอน หุ้นส่วนของบริษัทที่ปรึกษา AlixPartners กล่าวว่า สิ่งนี้สะท้อนว่า “ภูมิทัศน์การแข่งขันเปลี่ยนไปเร็วอย่างเหลือเชื่อ”
บริษัทจีนอย่าง Fuyao ผู้ผลิตกระจกรถยนต์รายใหญ่ กลายเป็นซัพพลายเออร์สำคัญของค่ายรถรายใหญ่ที่สุดสามรายของสหรัฐ (GM, Ford และ Stellantis)
ขณะที่ CATL ครองตำแหน่งผู้ผลิตแบตเตอรี่อีวีรายใหญ่ที่สุดของโลก ส่วน Nexteer ผู้ผลิตระบบพวงมาลัยระดับโลก ก็อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มทุนจีน
ที่สำคัญ ภาพจำเดิมที่มองว่า “ของจีนคุณภาพต่ำ” กำลังหายไปจากอุตสาหกรรมรถยนต์โลก
“เมื่อก่อนบริษัทตะวันตกมองจีนเป็นแค่ผู้เล่นต้นทุนต่ำ แต่วันนี้เวลาพวกเขาแพ้คู่แข่ง ส่วนใหญ่คือแพ้บริษัทจีน” ไซมอนกล่าว
นี่อาจเป็นสิ่งที่ทำให้สหรัฐกังวลมากที่สุด เพราะสงครามรถยนต์ระหว่างสองมหาอำนาจ อาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่อง “รถจีนจะเข้าตลาดอเมริกาได้หรือไม่” อีกต่อไป แต่คือวันที่อุตสาหกรรมยานยนต์อเมริกัน อาจค้นพบว่า “จีนเข้าไปอยู่ข้างใน” ตั้งนานแล้ว ผ่านชิ้นส่วน เทคโนโลยี และซัพพลายเชนที่โลกตะวันตกเคยคิดว่าควบคุมได้เองทั้งหมด
อ้างอิง: wsj, กรุงเทพธุรกิจ

