สงครามตะวันออกกลาง และราคาพลังงานโลกพุ่งสูง กลับดันเงินเฟ้อจีน ‘เร่งตัวแรงเกินคาด’ จนดัชนีราคาผู้ผลิตแตะระดับ ’สูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี’ ท่ามกลางความกังวลว่า ต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้น อาจยิ่งซ้ำเติมภาคธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชน
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตจีน หรือเงินเฟ้อจากหน้าโรงงาน “พุ่งสูงเกินคาด” จนแตะระดับ “สูงสุดในรอบ 45 เดือน” ในเดือนเมษายน ขณะที่เงินเฟ้อผู้บริโภคก็เร่งตัวขึ้นเช่นกัน หลังต้นทุนพลังงานโลกยังอยู่ในระดับสูง เพิ่มแรงกดดันต่อภาคการผลิตที่กำลังเผชิญอุปสงค์ในประเทศอ่อนแออยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่า ปัจจัยเงินเฟ้อจาก “ต้นทุนที่สูงขึ้น” ไม่น่าจะทำให้รัฐบาลจีนออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม เพราะทำให้ความจำเป็นในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อหนุนเศรษฐกิจลดลง อีกทั้งระดับเงินเฟ้อ ยังมีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อทางการของจีนอยู่ดี
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เมื่อวันจันทร์ระบุว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ในโพลของ Reuters คาดไว้ที่ 1.6% โดยก่อนหน้านี้ PPI เพิ่งยุติช่วง “เงินฝืดต่อเนื่องยาวนาน 41 เดือน” ในเดือนมีนาคม หลังราคาปรับขึ้น 0.5%
นักวิเคราะห์จาก Capital Economics ระบุว่า “ผลกระทบจากสงครามอิหร่านทำให้อัตราเงินเฟ้อเร่งขึ้นอีกครั้งในเดือนเมษายน แต่แรงกดดันด้านราคายังจำกัดอยู่ในวงแคบ และไม่น่าจะลุกลามไปสู่ภาวะเงินเฟ้อในวงกว้าง”
ที่ผ่านมา ผู้กำหนดนโยบายจีนย้ำหลายครั้งว่า จะกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอ ควบคุมการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงเกินไป และผลักดันให้ระดับราคาฟื้นตัว หลังแรงกดดันเงินฝืดกระทบกำไรของภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อที่เกิดจาก “แรงกระแทกราคาจากภายนอก” ไม่ได้สะท้อนว่าดุลอุปสงค์และอุปทานในประเทศดีขึ้น และอาจสร้างปัญหาใหม่ให้เศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกของจีน
สวี่ เทียนเฉิน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit กล่าวว่า ราคายังคงเผชิญแรงกดดันขาขึ้น เพราะราคาน้ำมันไม่น่าจะกลับไปอยู่ระดับก่อนสงคราม แต่คาดว่าเงินเฟ้อจะส่งผลต่อทิศทางนโยบายเพียงจำกัด
สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 1.2% เมื่อเทียบรายปี จาก 1% ในเดือนมีนาคม โดย NBS ระบุว่าได้แรงหนุนหลักจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและเครื่องประดับทองคำที่ผันผวน สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ในโพล Reuters คาดไว้ที่ 0.9%
ค่าครองชีพที่สูงขึ้นเช่นนี้ อาจยิ่งกดดันการใช้จ่ายภาคครัวเรือน ซึ่งยังซบเซาท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัวและวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อมาหลายปี
ส่วน Core CPI ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวน เพิ่มขึ้น 1.2% จากปีก่อน สูงขึ้นจาก 1.1% ในเดือนมีนาคม
นักวิเคราะห์จาก Capital Economics ระบุว่า “เป็นไปได้ว่าแรงกดดันจากต้นทุน จะส่งผ่านไปสู่เงินเฟ้อในวงกว้างมากขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า แต่ตราบใดที่ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินในหลายอุตสาหกรรมยังไม่ได้รับการแก้ไข และอุปสงค์ภายในประเทศยังอ่อนแอ ปัจจัยที่จะทำให้เกิดเงินเฟ้อฟื้นตัวอย่างยั่งยืน ก็ยังไม่เพียงพอ”
อ้างอิง: reuters

