วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ต้องทำงานจนตาย? ถอดบทเรียน ‘ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้’ เมื่อ ‘เกษียณ’ ไม่ใช่จุดจบ

ต้องทำงานจนตาย? ถอดบทเรียน ‘ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้’ เมื่อ ‘เกษียณ’ ไม่ใช่จุดจบ

คุณยาย “ฮอนดะ ทามิโกะ” เริ่มทำงานตั้งแต่สมัยญี่ปุ่นยังทำสงครามกับอเมริกา ปัจจุบันในวัย 93 ปี เธอยังคงขยันขันแข็งกับการเป็นพนักงานทำความสะอาดที่ McDonald’s ในจังหวัดคุมาโมโตะ  แม้เงินบำนาญจะมีเพียงพอต่อการใช้ชีวิต แต่เธอก็เลือกที่จะมาทำงาน โดยให้เหตุผลว่า "มนุษย์ก็คือสัตว์ชนิดหนึ่ง เราต้องเคลื่อนไหวร่างกายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้"

‘ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้’ ผู้นำเทรนด์สังคมสูงวัยที่ยังทำงานอยู่

คุณยายฮอนดะไม่ใช่แค่กรณีพิเศษ แต่คือ "สัญญาณ" ของอนาคต เมื่อคนอายุยืนขึ้นและสุขภาพดีนานขึ้น พวกเขาก็ทำงานนานขึ้นด้วย

ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้คือผู้นำในเรื่องนี้ โดยเกือบ 40% ของคนเกาหลีใต้ และกว่า 25% ของคนญี่ปุ่นที่มีอายุเกิน 65 ปี ยังคงทำงานอยู่ ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศร่ำรวย (OECD) 

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดแรงงานและระบบสวัสดิการที่ออกแบบมาเพื่อคนรุ่นเก่ายังคงปรับตัวไม่ทันกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปนี้

ต้องทำงานจนตาย? ถอดบทเรียน ‘ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้’ เมื่อ ‘เกษียณ’ ไม่ใช่จุดจบ

  ทำงานเพราะ ‘ความจำเป็น’  

ในญี่ปุ่น แรงงานสูงวัยเกินครึ่งยอมรับว่าทำงานเพื่อรายได้ แต่สถานการณ์ในเกาหลีใต้หนักหนากว่า เพราะระบบบำนาญพัฒนาไม่ทันการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้เงินบำนาญรัฐจ่ายเพียง 1 ใน 3 ของรายได้ก่อนเกษียณ ส่งผลให้คนแก่เกาหลีใต้เกือบ 40% มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ยากจน 

เรื่องนี้ทำให้ พนักงานขับรถเมล์ในกรุงโซลถึงกับต้องประท้วงขอขยายอายุเกษียณ โดยให้เหตุผลว่าอายุ 65 ปีในสมัยนี้ยังดูหนุ่มแน่นและมีประสบการณ์ในการขับรถมากกว่าคนหนุ่มเสียอีก

ทว่า  “เงิน” ไม่ใช่เหตุผลเดียว หลายคนทำงานเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพและความเหงา 

คุณยายฮอนดะบอกว่าถ้าอยู่บ้านเฉยๆ ร่างกายและสมองจะเสื่อมถอย และจะเป็นภาระให้ลูกหลานจนต้องไปอยู่สถานสงเคราะห์ในที่สุด ซึ่ง McDonald’s ญี่ปุ่นเรียกพนักงานกลุ่มอายุเกิน 60 ปีนี้ว่า “Premium Age Crew” หรือกลุ่มพนักงานวัยพรีเมียม

งานช่วยให้ดูอ่อนกว่าวัย

ผลการศึกษาทั่วเอเชียตะวันออกพบว่า ผู้สูงอายุที่ทำงานจะมีร่างกายแข็งแรงกว่าและมีอาการซึมเศร้าน้อยกว่า อดีตผู้บริหารชาวเกาหลีใต้วัย 60 ปีเล่าว่า ภรรยาของเขาสังเกตเห็นว่าเวลาเขาไปทำงาน เขาจะดูหนุ่มขึ้นและมีพลังงานมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 บริษัทใหญ่ๆ ในญี่ปุ่นเริ่มมีการให้คำปรึกษาเรื่องอาชีพในช่วงปลายของการทำงาน และปรับเปลี่ยนหน้าที่ความรับผิดชอบให้เหมาะสมกับวัย เจ้าของอู่ซ่อมรถในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งยอมรับว่า เมื่อคนรุ่นใหม่มีน้อยลง เขาจึงต้องพึ่งพาและดึงศักยภาพจากพนักงานที่มีอยู่ซึ่งเป็นผู้สูงอายุให้ได้มากที่สุด

เด็กจบใหม่ตอนอายุ 65

แม้จะอยากทำงานต่อ แต่ก็มีอุปสรรคสูง Randall Jones อดีตหัวหน้าโต๊ะญี่ปุ่น/เกาหลีของ OECD ชี้ว่า ระบบเงินเดือนและตำแหน่งที่ขึ้นตามอายุงานทำให้บริษัทแบกรับต้นทุนสูงหากจ้างพนักงานอาวุโสแบบเต็มเวลา หลายบริษัทจึงใช้วิธี "จ้างใหม่" หลังเกษียณด้วยสัญญาจ้างชั่วคราว แต่ลดเงินเดือนและลดบทบาทหน้าที่ลงอย่างมาก

 การหางานใหม่ในวัยชราทำได้ยากเพราะมีการเลือกปฏิบัติทางด้านอายุอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเกาหลีใต้ที่สังคมมองว่าการไม่รับคนแก่เข้าทำงานเป็นเรื่อง "สมเหตุสมผล" 

นอกจากนี้ยังมีปัญหา "ทักษะไม่ตรงกับงาน" คือมีอดีตพนักงานออฟฟิศว่างงานจำนวนมาก แต่ตลาดต้องการแรงงานฝีมือระดับล่าง เช่น พนักงานทำความสะอาดหรือพนักงานรักษาความปลอดภัย ซึ่งทักษะที่พวกเขาสะสมมาทั้งชีวิตไม่ได้ถูกนำมาใช้

 รัฐบาลเกาหลีใต้สนับสนุนงบประมาณสร้างงานพาร์ทไทม์กว่า 1 ล้านตำแหน่งให้ผู้สูงอายุเพื่อเป็นสวัสดิการกึ่งการจ้างงาน มีการตั้งมูลนิธิฝึกทักษะใหม่ เช่น การใช้ AI ส่วนในญี่ปุ่นมี "ศูนย์ทรัพยากรมนุษย์สีเงิน" (Silver Human Resource Centres) กว่า 1,300 แห่ง ช่วยจับคู่งานตั้งแต่งานดูแลผู้สูงอายุด้วยกันไปจนถึงการรับจ้างทำความสะอาดสุสาน

 รัฐบาลทั้งสองประเทศพยายามส่งเสริมให้คนทำงานนานขึ้นเพื่อชดเชยแรงงานวัยหนุ่มสาวที่หายไป และเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข ญี่ปุ่นกระตุ้นให้บริษัทจ้างงานจนถึงอายุ 70 ปี ส่วนเกาหลีใต้ขยายอายุเกษียณตามกฎหมายเป็น 60 ปี แต่ประเด็นสำคัญคือ "ประเภทของงาน" ที่เหมาะสมกับพวกเขาจริงๆ ยังเป็นโจทย์ที่แก้ไม่ตก

 การจะใช้ประโยชน์จากแรงงานสูงวัยอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีการออกแบบระบบสังคมและการจ้างงานใหม่ทั้งหมด รวมถึงตัวผู้สูงอายุเองก็ต้องปรับความคิด ผู้อำนวยการบริษัทจัดหางานสำหรับผู้สูงอายุในญี่ปุ่นกล่าวทิ้งท้ายว่า "เมื่อคุณอายุเกิน 65 ปี จงคิดเสียว่าคุณคือเด็กจบใหม่ที่มาเริ่มนับหนึ่งใหม่จากศูนย์"

 

อ้างอิง economist