วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'เศรษฐกิจสร้างสรรค์' เปลี่ยนทุนวัฒนธรรม สู่คุณค่าที่โลกยอมจ่าย

'เศรษฐกิจสร้างสรรค์' เปลี่ยนทุนวัฒนธรรม สู่คุณค่าที่โลกยอมจ่าย

ในอดีต เวลาพูดถึงความสามารถในการแข่งขันของไทย เรามักเริ่มจากคำถามว่า “จะผลิตให้ได้มากขึ้น ด้วยต้นทุนต่ำลง และขายให้ถูกกว่าคู่แข่งได้อย่างไร” คำถามนี้เคยใช้ได้ในโลกที่การค้าเปิดกว้าง ห่วงโซ่อุปทานไหลลื่น และตลาดโลกยังมีพื้นที่ให้ผู้ผลิตจำนวนมากแข่งขันกันด้วยราคา

แต่โลกหลังจากนี้อาจไม่ใช่สนามเดิมอีกต่อไป เมื่อกติกาเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนพร้อมกันหลายด้าน ทั้งสงครามการค้า เทคโนโลยี AI และมาตรฐานสิ่งแวดล้อม คำถามของไทยจึงควรเปลี่ยนจาก “จะขายให้ถูกกว่าอย่างไร” ไปเป็น “จะทำให้สิ่งที่เรามีอยู่มีมูลค่าสูงขึ้นได้อย่างไร”

นี่คือจุดที่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) มีความหมายมากขึ้น ไม่ใช่ในฐานะคำสวยหรูทางนโยบาย หรือกิจกรรมเสริมด้านวัฒนธรรม แต่ในฐานะวิธีคิดใหม่ของการสร้างมูลค่าเพิ่ม เศรษฐกิจสร้างสรรค์คือการใช้ความคิดสร้างสรรค์ องค์ความรู้ ทุนทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา มาแปลงเป็นสินค้า บริการ ประสบการณ์ แบรนด์ และเรื่องเล่าที่มีมูลค่าสูงขึ้น

'เศรษฐกิจสร้างสรรค์' เปลี่ยนทุนวัฒนธรรม สู่คุณค่าที่โลกยอมจ่าย

กล่าวอย่างง่ายคือ การทำให้สิ่งที่สังคมไทยมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เมือง วิถีชีวิต งานฝีมือ ดนตรี แฟชั่น ดีไซน์ หรือคอนเทนต์ กลายเป็นรายได้ โอกาส และขีดความสามารถใหม่ของประเทศ

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งจากสงครามการค้า สินค้าต้นทุนต่ำที่ไหลเข้าสู่ตลาดต่าง ๆ มากขึ้น และเทคโนโลยี AI ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานของหลายอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการไทยจึงถูกบีบทั้งในตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออก หากสินค้าและบริการไทยยังไม่มีแบรนด์ ไม่มีเรื่องเล่า ไม่มีดีไซน์ ไม่มีความแตกต่าง หรือไม่มีทรัพย์สินทางปัญญารองรับ ก็มีโอกาสถูกดึงเข้าสู่เกมราคาที่กำไรบางลงเรื่อย ๆ

ขณะเดียวกัน "AI" ทำให้การผลิตภาพ เสียง ข้อความ ต้นแบบสินค้า หรือแนวคิดการตลาดเกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่าเดิมมาก แต่ความเร็วเพียงอย่างเดียวอาจทำให้งานจำนวนมากคล้ายกันจนขาดเอกลักษณ์

โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่แค่การใช้ AI เพื่อลดต้นทุน แต่คือการใช้ AI เพื่อขยายความสามารถของมนุษย์ ช่วยให้ผู้ประกอบการและคนทำงานสร้างสรรค์ทดลองได้มากขึ้น เข้าใจตลาดได้ดีขึ้น และพาเรื่องเล่าของไทยไปไกลขึ้น โดยยังรักษามุมมอง รสนิยม และรากวัฒนธรรมของเราไว้ได้

อีกด้านหนึ่ง “วาระสิ่งแวดล้อม” กำลังเปลี่ยนเป็นกติกาเศรษฐกิจ มาตรการอย่าง Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM ของสหภาพยุโรป ทำให้คาร์บอนกลายเป็นต้นทุนที่ถูกนับจริงในระบบการค้าโลก แม้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์จำนวนมากไม่ได้เป็นอุตสาหกรรมหนัก แต่ก็เกี่ยวข้องกับพลังงาน วัสดุ การขนส่ง การจัดงาน และของเสียในห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่แฟชั่น บรรจุภัณฑ์ อีเวนต์ ไปจนถึงกองถ่ายภาพยนตร์ ในอนาคต ผู้เล่นที่วัดไม่ได้ ลดไม่ได้ หรืออธิบายไม่ได้ว่าตนรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร อาจเสียโอกาสในตลาดคุณภาพโดยไม่รู้ตัว

เมื่อมองกลับมาที่ไทย ตัวเลขล่าสุดชี้ว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ใช่ภาคส่วนขนาดเล็ก มูลค่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยอยู่ที่ประมาณ 1.63 ล้านล้านบาท หรือราว 8.78% ของ GDP มีธุรกิจสร้างสรรค์ 118,803 ราย และมีแรงงานสร้างสรรค์ประมาณ 899,915 คน ตัวเลขเหล่านี้บอกว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่แค่โครงการด้านวัฒนธรรม และไม่ใช่เพียงเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ประเทศ แต่เป็นฐานเศรษฐกิจจริงที่มีน้ำหนักต่ออนาคตของไทย

อย่างไรก็ตาม “ภาพนี้มีทั้งโอกาสและข้อท้าทายอยู่พร้อมกัน” ธุรกิจสร้างสรรค์ไทยสร้างรายได้รวมราว 1.81 ล้านล้านบาท แต่กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 78,900 ล้านบาท หรือมีอัตรากำไรสุทธิราว 4.4% เท่านั้น สะท้อนว่าภาคส่วนนี้มีขนาดใหญ่ แต่ยังเป็นสนามแข่งขันที่กำไรบางและแตกต่างกันมากระหว่างสาขา

ขณะที่ “แรงงานสร้างสรรค์” เกือบ 9 แสนคนก็ไม่ได้อยู่เฉพาะในวงการบันเทิงหรือศิลปะ แต่กระจายอยู่ในโฆษณา การตลาด งานคราฟต์ สถาปัตยกรรม ดีไซน์ และอาหารไทย ซึ่งล้วนเป็นงานที่เชื่อมกับเศรษฐกิจจริง แต่ยังมีความเปราะบางด้านรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มงานคราฟต์ที่เป็นฐานอัตลักษณ์ของประเทศ

ในด้านการค้าระหว่างประเทศ ไทยยังมีจุดแข็งจากสินค้าเชิงสร้างสรรค์ที่จับต้องได้ โดยมีมูลค่าส่งออกประมาณ 449,000 ล้านบาท หรือราว 4.05% ของการส่งออกทั้งหมด สินค้าหลักยังอยู่ในกลุ่มอัญมณีและโลหะมีค่า เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งภายใน รวมถึงสินค้าแฟชั่น ซึ่งสะท้อนว่าตลาดโลกยังซื้อ “ฝีมือ วัสดุ ดีไซน์ และความแตกต่าง” จากไทยอยู่ แต่ทิศทางของเศรษฐกิจสร้างสรรค์โลกกำลังขยับจากสินค้าไปสู่บริการ ประสบการณ์ และเรื่องเล่ามากขึ้น

ดังนั้น งานขั้นต่อไปของไทยจึงไม่ใช่เพียงการผลิตของให้มากขึ้นหรือพาสินค้าไปขายในตลาดใหม่เท่านั้น แต่ต้องยกระดับจากสินทรัพย์ท้องถิ่นไปสู่เรื่องเล่า จากเรื่องเล่าไปสู่ทรัพย์สินทางปัญญา และจากทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่สินค้า บริการ ประสบการณ์ หรือสิทธิที่ขยายผลได้ในระยะยาว

ท้ายที่สุด การยกระดับจาก “ของดีราคาถูก” ไปสู่ “คุณค่าที่โลกยอมจ่าย” ไม่ได้หมายถึงการทำให้ทุกอย่างแพงขึ้น แต่หมายถึงการทำให้ราคาสะท้อนคุณค่าที่แท้จริงมากขึ้น ทั้งฝีมือของคนทำงาน ต้นทุนของชุมชน ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ความคิดสร้างสรรค์ และสิทธิของเจ้าของผลงาน

ในโลกที่การแข่งขันด้วยต้นทุนต่ำไม่เพียงพออีกต่อไป ไทยอาจไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่ผลิตได้ถูกที่สุดหรือเร็วที่สุด แต่สามารถเป็นประเทศที่เปลี่ยนอาหาร เมือง ดนตรี คอนเทนต์ งานฝีมือ แฟชั่น และดีไซน์ ให้กลายเป็นเรื่องเล่า แบรนด์ ประสบการณ์ และทรัพย์สินทางปัญญาที่โลกจดจำได้ "เศรษฐกิจสร้างสรรค์" จึงไม่ใช่เพียงคำสวยในแผนยุทธศาสตร์ แต่เป็นวิธีใหม่ที่ประเทศใช้สร้างรายได้ งาน โอกาส และความหมาย ในโลกที่กติกาเดิมใช้ได้น้อยลงทุกที