วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘ฮอลลีวูด’ กำลังจะตาย? งานในวงการหายกว่า 30%

‘ฮอลลีวูด’ กำลังจะตาย? งานในวงการหายกว่า 30%

ฮอลลีวูดกำลังเจอ ‘แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่’ หลังอุตสาหกรรมบันเทิงที่เคยรุ่งเรือง ได้ซบเซาลง ทั้งกองถ่ายย้ายออกสหรัฐ การจ้างงานของนักแสดง ช่างไม้ ทีมคอสตูม และแรงงานเบื้องหลังอื่นๆ ร่วงกรูด 30% หลายฝ่ายเริ่มหวั่นว่า ฮอลลีวูดอาจซ้ำรอย ‘ดีทรอยต์’ หรือไม่

ครั้งหนึ่ง “ฮอลลีวูด” (Hollywood) คือศูนย์กลางความบันเทิงอันทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ผลิตภาพยนตร์ ซีรีส์ ดารา และวัฒนธรรมป็อปส่งออกไปยังผู้ชมหลายพันล้านคน พร้อมหล่อเลี้ยงแรงงานนับล้านชีวิตในลอสแอนเจลิส

แต่วันนี้ ดินแดนแห่งความฝันกำลังเผชิญ “จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่” หลังสตูดิโอแห่ลดการผลิต กองถ่ายย้ายออกสหรัฐเพื่อหนีต้นทุน ขณะที่ผู้ชมรุ่นใหม่หันไปหา YouTube, TikTok และคอนเทนต์ต้นทุนต่ำมากขึ้น จนหลายฝ่ายเริ่มหวั่นว่า “ฮอลลีวูด” อาจกำลังเดินซ้ำรอย “ดีทรอยต์” หรือไม่ เมืองในสหรัฐที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่จากอุตสาหกรรมรถยนต์ ก่อนงานและฐานผลิตค่อยๆ หายไปจากเมืองในที่สุด

สัญญาณความเปลี่ยนแปลงนี้รุนแรงจนกระทั่ง ส.ส.หญิงจากรัฐแคลิฟอร์เนียอย่าง ซิดนีย์ แคมลาเกอร์-โดฟ เล่าว่า ระหว่างเข้ารับการฝังเข็ม หมอฝังเข็มยังถามเธอด้วยความกังวลว่า “คุณช่วยเอางานวงการบันเทิงกลับมาได้ไหม?”

คำถามที่เกิดขึ้นนี้ อาจสะท้อนภาพความจริงบางอย่างขึ้น เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฮอลลีวูดกำลังสูญเสียงานในอัตราที่หนักหน่วงกว่าที่หลายคนคาดคิด

ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานสหรัฐระบุว่า การจ้างงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ของสหรัฐ “ลดลงกว่า 30%” จากจุดสูงสุดช่วงปลายปี 2022 ครอบคลุมตั้งแต่นักแสดง ช่างไม้ ช่างแต่งเครื่องแต่งกาย ไปจนถึงทีมงานเบื้องหลังนับร้อยอาชีพที่สำคัญของวงการบันเทิง

โนอาห์ ไวล์ นักแสดงและโปรดิวเซอร์ของซีรีส์การแพทย์ The Pitt ถึงกับกล่าวต่อสภาคองเกรสว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “การเกือบพังทลายของอุตสาหกรรมที่เคยรุ่งเรือง”

กองถ่ายไหลออกสหรัฐ อังกฤษ-แคนาดา-ฮังการี เป็นฐานใหม่

หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือ สตูดิโอภาพยนตร์อเมริกันกำลังย้ายฐานการถ่ายทำไปต่างประเทศมากขึ้น ท่ามกลางแรงดึงดูดจากสหราชอาณาจักร แคนาดา และออสเตรเลียที่ต่างเสนอ “สิทธิประโยชน์ทางภาษี” จำนวนมากให้กับกองถ่าย จนบางพื้นที่สามารถคืนเงินให้สตูดิโอได้เกือบครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายในการผลิต

แม้แต่ประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษอย่าง “ฮังการี” ก็กลายเป็นหมุดหมายใหม่ของฮอลลีวูด เพราะต้นทุนแรงงานและการก่อสร้างถูกกว่าสหรัฐมาก ผลคือ หนังฟอร์มยักษ์จำนวนมากรวมถึงซีรีส์ระดับบิ๊กโปรเจกต์ กำลังไหลออกจากลอสแอนเจลิสอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้ สตูดิโอภาพยนตร์ สหภาพแรงงาน และเจ้าของสตูดิโอถ่ายทำ ต่างพยายามล็อบบี้รัฐบาลทรัมป์และสภาคองเกรสให้ออกมาตรการเครดิตภาษีระดับประเทศ 15% เพื่อดึงการผลิตกลับเข้าสหรัฐ

แนวคิดคือ หากเครดิตภาษีจากรัฐบาลกลาง 15% สามารถนำไปรวมกับมาตรการของแต่ละรัฐที่มักอยู่ในระดับ 20–40% ได้ สหรัฐอาจมีแรงจูงใจมากพอที่จะทำให้กองถ่ายขนาดใหญ่กลับมาผลิตในประเทศอีกครั้ง

แต่ปัญหาคือ แม้การดึงกองถ่ายกลับสหรัฐจะช่วยได้ส่วนหนึ่ง ก็ยังไม่สามารถแก้วิกฤติทั้งหมดได้ เพราะอีกสาเหตุใหญ่คือ บริษัทบันเทิงเองกำลัง “ผลิตน้อยลง”

สตรีมมิงหยุดเผาเงิน เข้าสู่ยุครัดเข็มขัด

ช่วงต้นทศวรรษ 2020 เคยเป็นยุคทองของการผลิตคอนเทนต์โทรทัศน์และสตรีมมิง หรือที่เรียกว่า “Peak TV” โดยในเวลานั้น แพลตฟอร์มอย่าง Netflix, Amazon Prime Video, Disney+ และ HBO Max ต่างแข่งกัน “เผาเงิน” เพื่อเร่งจำนวนสมาชิกให้เร็วที่สุด วิธีที่ทุกค่ายใช้คือ ทุ่มเงินผลิตซีรีส์และภาพยนตร์จำนวนมหาศาล

แพลตฟอร์มต่างๆ ต้องการมีคอนเทนต์ใหม่ตลอดเวลา เพื่อดึงดูดผู้ชมและป้องกันไม่ให้สมาชิกยกเลิกบริการ ยิ่งมีซีรีส์มากเท่าไร ยิ่งมีโอกาสดึงผู้ชมมากขึ้นเท่านั้น

แต่โมเดลนี้เริ่มเปลี่ยนไปในปี 2022 เมื่อยอดสมาชิก Netflix ลดลงครั้งแรกในรอบทศวรรษ ทำให้นักลงทุนตระหนักว่า “การมีสมาชิกมาก ไม่ได้แปลว่าจะมีกำไรเสมอไป”

วอลล์สตรีทเริ่มหมดความอดทนกับธุรกิจสตรีมมิงที่เติบโตเร็ว แต่ยังทำกำไรไม่ชัด นักลงทุนต้องการให้บริษัทบันเทิงเปลี่ยนจากการ “ไล่ล่าสมาชิก” ไปสู่การ “ทำกำไรจริง”

เมื่อบริษัทต้องเร่งทำกำไร วิธีที่ง่ายที่สุดคือ การลดงบประมาณด้านการผลิต รวมถึงเลือกลงทุนกับภาพยนตร์ที่ดูทำเงินได้จริง ไม่หว่านแหง่ายเหมือนที่ผ่านมา ผลกระทบจึงไปถึงคนทำงานเบื้องหลังจำนวนมาก ตั้งแต่ทีมฉาก ทีมไฟ ช่างแต่งหน้า ไปจนถึงฝ่ายเทคนิคต่างๆ ที่เป็นแรงงานหลักของวงการบันเทิง

สหภาพแรงงาน IATSE ซึ่งเป็นตัวแทนแรงงานเบื้องหลังจำนวนมากในอุตสาหกรรมบันเทิง ระบุว่า ปีที่ผ่านมา สมาชิกทำงานน้อยลง 36% เมื่อเทียบกับปี 2022

ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะสมาชิก IATSE ต้องทำงานให้ได้จำนวนชั่วโมงขั้นต่ำจึงจะมีสิทธิได้รับประกันสุขภาพ หากงานลดลง ไม่เพียงรายได้หาย แต่สวัสดิการพื้นฐานอย่างประกันสุขภาพก็อาจลดลงไปด้วย

นี่เป็นการเปลี่ยนผ่านจาก “ยุคเผาเงินเพื่อสร้างอาณาจักร” ไปสู่ “ยุคเน้นกำไรเพื่อความอยู่รอด” ของเหล่าค่ายหนังยักษ์

ฮอลลีวูดไม่ได้แข่งกับฮอลลีวูดอีกต่อไป

อีกปัญหาที่ลึกกว่านั้นคือ ธรรมชาติของความบันเทิงกำลังเปลี่ยนไป ในอดีต หากผู้ชมต้องการดูคอนเทนต์บนหน้าจอ ส่วนใหญ่ย่อมมาจาก “ฮอลลีวูด” ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือรายการโทรทัศน์

แต่วันนี้ ผู้ชมใช้เวลาจำนวนมากไปกับ YouTube, TikTok และ Instagram คอนเทนต์จำนวนมหาศาลถูกผลิตโดยครีเอเตอร์รายย่อย ทีมงานขนาดเล็ก ทีมละครแนวตั้ง หรือบริษัทผลิตคอนเทนต์ที่มี “ต้นทุนต่ำกว่า” สตูดิโอแบบดั้งเดิมมาก

หลายคอนเทนต์ไม่ต้องใช้แรงงานสหภาพ ไม่ต้องมีฉากใหญ่ ไม่ต้องมีทีมงานหลายร้อยคน และไม่ต้องใช้เงินทุนระดับภาพยนตร์ฮอลลีวูด

นี่คือการแข่งขันที่เปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมโดยตรง เพราะผู้ชมไม่ได้วัดความบันเทิงจาก “งบผลิต” อีกต่อไป แต่เลือกจากสิ่งที่ดูง่าย เข้าถึงเร็ว และตอบโจทย์อารมณ์ในแต่ละช่วงเวลา

ฮอลลีวูดจึงไม่ได้แข่งขันกันเองระหว่างสตูดิโอใหญ่เท่านั้น แต่ต้องแข่งกับครีเอเตอร์ทั่วโลกที่ถือมือถือหนึ่งเครื่อง ก็สามารถผลิตคอนเทนต์ “ดึงเวลา” ผู้ชมไปได้

เมื่อเวลาของผู้ชมถูกแย่งไปโดยแพลตฟอร์มโซเชียล งบประมาณมหาศาลสำหรับภาพยนตร์และซีรีส์ จึงถูกตั้งคำถามมากขึ้น

กีฬาแย่งงบ หนังและซีรีส์ถูกบีบหนักขึ้น

อีกปัจจัยที่กดดันฮอลลีวูดคือ “กีฬา” ในยุคที่ผู้ชมเลิกดูทีวีแบบเดิม กีฬาโดยเฉพาะ NFL (National Football League) และ NBA (National Basketball Association) กลายเป็นสินทรัพย์ล้ำค่าของบริษัทสื่อ เพราะเป็นคอนเทนต์ไม่กี่ประเภทที่ยังสามารถดึงผู้ชมจำนวนมากให้ดูสดพร้อมกันได้

สำหรับแพลตฟอร์มสตรีมมิงและทีวีดั้งเดิม ลิขสิทธิ์กีฬาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาผู้ชมและเพิ่มสมาชิก

แต่ปัญหาคือ ราคาลิขสิทธิ์กีฬา “พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ” เมื่อบริษัทบันเทิงต้องทุ่มเงินจำนวนมากไปซื้อสิทธิ์ถ่ายทอดกีฬา เงินที่เหลือสำหรับผลิตภาพยนตร์และซีรีส์จึงลดลง

นี่ทำให้คนทำงานในวงการบันเทิงถูกบีบซ้ำสอง ด้านหนึ่งงานย้ายออกนอกประเทศ อีกด้านหนึ่งบริษัทผลิตคอนเทนต์น้อยลงเพราะงบถูกดึงไปใช้กับกีฬาและธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนชัดเจนกว่า

AI ตัวแปรที่อาจทั้ง ‘ช่วย’ และ ‘ทำลาย’ งาน

ท่ามกลางวิกฤตนี้ “ปัญญาประดิษฐ์” กลายเป็นอีกตัวแปรที่สร้างทั้งความหวังและความหวาดกลัว ในมุมหนึ่ง AI อาจช่วยลดต้นทุนการผลิต ทำให้สร้างคอนเทนต์ได้เร็วขึ้นและถูกลง หากต้นทุนลดลงมากพอ อุตสาหกรรมอาจกลับมาผลิตงานจำนวนมากได้อีกครั้ง

แต่ในอีกมุมหนึ่ง AI อาจทำให้งานจำนวนมากหายไป โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการเขียนบท ภาพกราฟิก เทคนิคพิเศษ การตัดต่อ หรือแม้แต่การสร้างฉากและตัวละครเสมือนจริง
สำหรับแรงงานเบื้องหลังจำนวนมาก ความกังวลจึงไม่ใช่แค่วันนี้ไม่มีงาน แต่คืออนาคตที่งานบางประเภทอาจไม่กลับมาอีก

AI อาจทำให้สตูดิโอผลิตคอนเทนต์ได้มากขึ้นจริง แต่ไม่ได้แปลว่าการผลิตมากขึ้นนั้น จะสร้างงานให้คนในระดับเดิม หากเทคโนโลยีเข้ามาแทนแรงงานจำนวนมาก

นี่จึงเป็นคำถามใหญ่ของฮอลลีวูดในยุคใหม่ว่า เทคโนโลยีจะช่วยให้วงการฟื้นตัว หรือจะเร่งให้แรงงานดั้งเดิมถูกผลักออกจากระบบเร็วขึ้น

จาก Black Mirror สู่โลกจริง ‘AI ขโมยตัวตน’

ย้อนไปในปี 2023 นักแสดงฮอลลีวูดภายใต้สหภาพ SAG-AFTRA ประกาศนัดหยุดงานครั้งแรกในรอบ 43 ปี ส่งผลให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ของสหรัฐแทบหยุดชะงัก โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของการประท้วงครั้งนั้นคือ “การปกป้องแรงงานจาก AI”

สหภาพนักแสดงระบุว่า ปัญญาประดิษฐ์กำลังกลายเป็น “ภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่” ของอาชีพสร้างสรรค์ หลังการเจรจากับสตูดิโอไม่สามารถหาข้อตกลงเรื่องการคุ้มครองนักแสดงจาก AI ได้

ดันแคน แครบทรี-ไอร์แลนด์ หัวหน้าฝ่ายเจรจาของสหภาพ SAG-AFTRA เปิดเผยข้อเสนอจากฝั่งสตูดิโอที่สร้างความตกตะลึงให้กับวงการ เขาระบุว่า สตูดิโอต้องการสิทธิในการ “สแกนใบหน้า” นักแสดงประกอบ โดยจ่ายค่าจ้างเพียง 1 วัน จากนั้นสามารถถือครองและใช้ภาพลักษณ์ดิจิทัลของบุคคลนั้น “ตลอดไป” ในทุกโปรเจกต์ โดยไม่ต้องขออนุญาตและไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนเพิ่มเติมอีก

สำหรับนักแสดงจำนวนมาก สิ่งนี้ไม่ต่างจากฝันร้าย เพราะหมายความว่า วันหนึ่งพวกเขาอาจถูกแทนที่ด้วย “ร่างดิจิทัล” ของตัวเอง ขณะที่สตูดิโอสามารถนำใบหน้า ท่าทาง หรือเสียงไปใช้ซ้ำได้ไม่สิ้นสุด

สถานการณ์นี้ ทำให้หลายคนเปรียบเทียบโลกความจริงกับซีรีส์ไซไฟชื่อดังอย่าง “Black Mirror” โดยเฉพาะตอน “Joan Is Awful” ในซีซัน 6 ที่เล่าเรื่องนักแสดงหญิงซึ่งค้นพบว่า บริษัทโปรดักชันใช้ AI จำลองตัวตนของเธอไปสร้างคอนเทนต์โดยที่เธอไม่รู้ตัว

ในเรื่องนั้น ซัลมา ฮาเยก รับบทเป็นนักแสดงที่ต้องเผชิญกับการถูกนำตัวตนดิจิทัลไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม แต่สิ่งที่เคยดูเหมือนนิยายไซไฟ กำลังกลายเป็นสิ่งที่แรงงานในวงการบันเทิงมองว่า “อาจเกิดขึ้นจริง”

‘ฮอลลีวูด’ กำลังจะตาย? งานในวงการหายกว่า 30%

- ตอน “Joan Is Awful” ในซีรีส์ Black Mirror -

เลียม บัดด์ จากสหภาพนักแสดง Equity ของอังกฤษ ระบุว่า เทคโนโลยีลักษณะนี้เริ่มถูกนำไปใช้ในหลายรูปแบบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเสียงอัตโนมัติ งานพากย์เสียงสังเคราะห์ อวตารดิจิทัลสำหรับวิดีโอองค์กร หรือแม้แต่เทคโนโลยี Deepfake ในภาพยนตร์

เขายอมรับว่า ขณะนี้มี “ความหวาดกลัวแพร่กระจาย” ในหมู่สมาชิกสหภาพ เพราะหลายคนยังไม่เข้าใจสิทธิของตัวเองในโลกที่ AI พัฒนาอย่างรวดเร็ว

ในสายตาของคนทำงานสร้างสรรค์จำนวนมาก ปัญหาไม่ได้อยู่แค่เรื่องเทคโนโลยีใหม่ แต่คือคำถามสำคัญว่า “ใครจะได้ประโยชน์” จาก AI

จัสติน เบตแมน ผู้กำกับและนักเขียนบทชาวอเมริกัน กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า เธอไม่คิดว่าวงการบันเทิง “จำเป็นต้องมี AI” ด้วยซ้ำ โดยเธอมองว่า เทคโนโลยีควรถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา แต่ในวงการบันเทิงนั้น “ไม่ได้ขาดนักเขียน ไม่ได้ขาดนักแสดง และไม่ได้ขาดคนทำหนัง”

เบตแมนเชื่อว่า ปัญหาที่ AI กำลังแก้จริงๆ คือ “ปัญหาของบริษัท” ที่ต้องการเพิ่มอัตรากำไร

“ถ้าคุณสามารถตัดต้นทุนจากการจ่ายค่าจ้างคนจำนวนมากได้ คุณก็สามารถทำให้วอลล์สตรีทพอใจ และทำให้รายงานผลประกอบการดูดีขึ้น” โดยเธอเตือนว่า หาก AI ถูกใช้แพร่หลายโดยไม่มีข้อจำกัด อุตสาหกรรมบันเทิง อาจ “พังทลายทั้งโครงสร้าง”

วิกฤตินี้ไม่ใช่แค่เรื่องของดารา แต่คือปากท้องของคนธรรมดา

สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือ อุตสาหกรรมบันเทิงไม่ได้มีแค่ “ดาราดัง” และ “ผู้บริหารสตูดิโอ” เพราะเบื้องหลังภาพยนตร์หนึ่งเรื่องหรือซีรีส์หนึ่งซีซัน มี “แรงงานจำนวนมาก” ที่พึ่งพางานเหล่านี้เป็นรายได้หลัก ตั้งแต่ช่างไฟ ช่างกล้อง ช่างไม้ ช่างเสียง คนทำฉาก ช่างแต่งหน้า ช่างเสื้อผ้า คนขับรถ คนจัดหาอาหาร ไปจนถึงธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์และสถานที่

เมื่อกองถ่ายหายไป เงินไม่ได้หายจากกระเป๋าสตูดิโอเท่านั้น แต่จะหายจากระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น

ร้านอาหารที่เคยขายให้ทีมงาน โรงแรมที่เคยรองรับกองถ่าย บริษัทให้เช่าอุปกรณ์ที่เคยมีงานต่อเนื่อง ล้วนได้รับผลกระทบตามกันเป็นลูกโซ่

นี่จึงเป็นเหตุผลที่แม้แต่หมอฝังเข็มของ ส.ส.แคมลาเกอร์-โดฟ ยังรู้สึกถึงวิกฤติ เพราะอุตสาหกรรมบันเทิงในลอสแอนเจลิสไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจหนึ่งในเมือง แต่เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงคนจำนวนมาก

เสี่ยงกลายเป็น ‘ดีทรอยต์แห่งวงการบันเทิง’

ฉากที่หลายคนหวาดกลัวที่สุดกำลังเกิดขึ้นใน “ลอสแอนเจลิส” นครที่เศรษฐกิจผูกโยงกับอุตสาหกรรมบันเทิงมาเป็นเวลานาน

หากการผลิตภาพยนตร์และโทรทัศน์ย้ายออกไปเรื่อย ๆ ลอสแอนเจลิสอาจยังเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่ มีผู้บริหาร มีฝ่ายการเงิน มีฝ่ายการตลาด แต่ “งานผลิตจริง” อาจไปอยู่ที่อื่น

ภาพนี้ชวนทำให้หลายคนนึกถึง “เมืองดีทรอยต์” หลังอุตสาหกรรมรถยนต์ถดถอย

ดีทรอยต์ ยังคงเป็นเมืองสำคัญในประวัติศาสตร์ยานยนต์สหรัฐ แต่เมื่อโรงงานและงานการผลิตจำนวนมากหายไป เมืองก็เผชิญการสูญเสียงาน รายได้ และฐานเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างหนัก

ความกังวลของฮอลลีวูดวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะหากงานผลิตหายไป เมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางความบันเทิงโลกอาจเหลือเพียงชื่อเสียงและสำนักงานใหญ่ แต่แรงงานจริง ธุรกิจท้องถิ่น และเศรษฐกิจรายรอบ อาจค่อยๆ เหือดแห้งลง

ฟิลิป โซโคลอสกี รองประธานฝ่ายสื่อสารของ FilmLA กล่าวว่า “ผมยังไม่คิดว่าเรามาถึงจุดที่สายเกินแก้ แต่ดีทรอยต์เป็นตัวอย่างว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณมีทุกอย่างอยู่ในมือ แต่กลับไม่พยายามรักษามันไว้ สำหรับรัฐแคลิฟอร์เนียและลอสแอนเจลิส เราครองความเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมนี้มานานกว่าศตวรรษ”

โซโคลอสกีเสริมต่อว่า แม้แคลิฟอร์เนียยังเป็นศูนย์กลางการผลิตอันดับหนึ่งของวงการ แต่ส่วนแบ่งการผลิตของรัฐลดลงเหลือเพียง 20% ซึ่งเป็นระดับ ‘ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์’

“คนหลายรุ่นช่วยกันสร้างวงการนี้ขึ้นมาด้วยเวลา หยาดเหงื่อ และความฝัน แต่วันนี้เราอาจกำลัง ค่อยๆ เสียมันไป เพราะแคลิฟอร์เนียประเมินต่ำเกินไปว่า เมืองและประเทศอื่นๆ ต้องการดึงงานจากฮอลลีวูดไปมากแค่ไหน” โซโคลอสกีกล่าวทิ้งท้าย

อ้างอิง: wsjbbcguardianankler