วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ทำไมหุ้น ‘เกาหลีใต้’ ผงาด Kospi 7,000 จุด จนขึ้นเบอร์ 7 โลก

ทำไมหุ้น ‘เกาหลีใต้’ ผงาด Kospi 7,000 จุด  จนขึ้นเบอร์ 7 โลก

เกาหลีใต้ผงาด! แซงแคนาดาขึ้นแท่นตลาดหุ้นใหญ่เบอร์ 7 โลก Kospi ทะลุ 7,000 จุด! โต 71% ในปีเดียว ดัน Market Cap แตะ 4.6 ล้านล้านดอลลาร์ อานิสงส์ชิป AI พุ่งแรง หมัดเด็ด ‘อี แจ มยอง’! ปฏิรูปตลาดทุนสะเทือนตระกูลดัง

วันนี้ (7 พ.ค.69) ดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีใต้ กลายเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 7 ของโลกแล้ว จากความต้องการชิปคอมพิวเตอร์ที่ใช้ประมวลผลระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล

ปรากฏการณ์ Kospi 7,000 จุด 

ดัชนี Kospi ปิดที่ 7,374 จุด เพิ่มขึ้นมากกว่า 70% ภายในปีเดียว ซึ่งจากข้อมูลของ Bloomberg พบว่า มูลค่าตลาดรวมของบริษัทจดทะเบียนในเกาหลีใต้ในปีนี้พุ่งสูงขึ้นถึง 71% แตะระดับ 4.59 ล้านล้านดอลลาร์ 

 

กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักมาจากยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung Electronics ที่มูลค่าบริษัทเพิ่งทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ และ SK Hynix ซึ่งราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทพุ่งขึ้นมากกว่า 2 เท่าในปีนี้ เนื่องจากเป็นผู้เล่นหลักที่ครองตลาดชิปสำหรับ AI

หุ้นชิปยักษ์ใหญ่ทั้งสองบริษัท Samsung และ SK Hynix  มีสัดส่วนรวมกันถึง 45% ของดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ ทำให้มูลค่าตลาดของเกาหลีพุ่งทะยานตามกระแสความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ จนสามารถแซงหน้าตลาดหุ้นใหญ่ๆ ในยุโรปอย่างอังกฤษ และฝรั่งเศสได้  

 

นอกจากหุ้นกลุ่มเทคที่เติบโตตามกระแส AI แล้ว “การปฏิรูป” ตลาดหุ้นเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญเช่นกัน ซึ่ง “อี แจ มยอง” (Lee Jae Myung) ประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ พยายามพลิกฟื้นตลาดหุ้นให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

 ‘อี แจ มยอง’  เม่าสู่ผู้นำ

ก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้กุมบังเหียนเศรษฐกิจเกาหลีใต้  เคยเป็นเพียงนักลงทุนมือใหม่วัย 30 กว่าๆ ที่ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายทศวรรษ แต่ความเจ็บปวดจากการสูญเสียเงินในตอนนั้นยังคงฝังรากลึกในใจของเขา ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง อี เดินหน้าแก้ไขกฎระเบียบเพื่อสร้างความเท่าเทียมให้ผู้ถือหุ้นทุกคน และบีบให้คณะกรรมการบริษัทต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นรายย่อยมากขึ้น มาตรการที่เด็ดขาดนี้จุดฉนวนให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้พุ่งทะยานจนแซงหน้าสโลแกนหาเสียง "Kospi 5,000" ไปอย่างรวดเร็ว

ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหา "Korea Discount" หรือภาวะที่หุ้นเกาหลีมักถูกประเมินมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงเมื่อเทียบกับประเทศยักษ์ใหญ่อื่นๆ จนปัจจุบันคณะกรรมการพิเศษ Kospi 5000 ต้องประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น "คณะกรรมการตลาดทุน K-capital" เพื่อเป้าหมายที่เหนือกว่าเดิม

อี เปิดเผยผ่านคนใกล้ชิดว่า เขารู้สึกถูกเอาเปรียบจาก "ข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรม" ที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ มักเป็นกลุ่มตระกูลแชโบลทำขึ้นเพื่อกอบโกยผลประโยชน์บนความเสียหายของนักลงทุนรายย่อย ความโกรธนี้เองที่เป็นเชื้อไฟให้เขาประกาศ “ปฏิรูปการเงิน” ครั้งใหญ่ทันทีที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมิถุนายน ปีที่แล้ว

จุดเปลี่ยน ‘อสังหาฯ’  สู่ ‘ตลาดหุ้น’

การพุ่งขึ้นของดัชนี Kospi ส่งผลให้อี กลายเป็นวีรบุรุษของเหล่านักลงทุนรายย่อยกว่า 14 ล้านคน ที่เรียกตัวเองว่า "มด" กระแสความนิยมในตัวเขาพุ่งสูงขึ้นพร้อมกับดัชนีหุ้น ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในประเทศที่เคยสั่นคลอนจากวิกฤติการเมืองก่อนหน้านี้

อีเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าตลาดหุ้นคือ "ทางลัด" ที่เร็วที่สุดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเริ่มเห็นผลชัดเจนจากตัวเลขการบริโภคและการใช้จ่ายของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้นตามมูลค่าพอร์ตการลงทุนที่เติบโต

 ชาวเกาหลีใต้ฝังใจว่า "อสังหาริมทรัพย์" คือ ทางเดียวที่จะสร้างความมั่งคั่งนานนับทศวรรษ  สะท้อนจากสินทรัพย์กว่า 3 ใน 4 ของครัวเรือน กระจุกตัวอยู่ในรูปแบบที่ดิน และที่พักอาศัย แต่ชัยชนะของตลาดหุ้นกำลังบีบให้ผู้คนต้องคิดใหม่

นักกลยุทธ์จากบริษัทหลักทรัพย์เคบี วิเคราะห์ว่า นี่คือ จุดเริ่มต้นของการพลิกกลับครั้งสำคัญในรอบทศวรรษ โดยเม็ดเงินกำลังเริ่มไหลออกจากอิฐ หิน ปูน ทรายเข้าสู่ตลาดทุน ซึ่งจะช่วยลดความตึงเครียดของราคาที่อยู่อาศัยที่เคยพุ่งสูงจนเกินเอื้อม

นอกจากนี้ ยังมีเสียงเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์ว่า ลีต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าความมั่งคั่งนี้จะกระจายไปสู่ชาวเกาหลีทุกคน ไม่ใช่แค่คนรวย เพราะปัจจุบันเกาหลีใต้ยังคงมีภาระ "หนี้ครัวเรือน" ที่สูงที่สุดในโลก ซึ่งลี เองก็ยอมรับว่ามันคือ "ระเบิดเวลา" ที่ต้องรีบจัดการก่อนที่เศรษฐกิจจะเผชิญกับภาวะช็อก

กฎเหล็ก และการปฏิรูประบบอุปถัมภ์

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ล่าสุด ลี ย้ำชัดว่าตลาดทุนต้องเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมนวัตกรรม รัฐบาลจึงเตรียมแผนการที่เข้มงวดเพื่อขจัดขบวนการปั่นหุ้น และการใช้ข้อมูลภายใน ถัดมาคือ เพิกถอนบริษัท "ซอมบี้" ที่ไม่มีกำไรออกจากตลาด และกดดันเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ให้คายสินทรัพย์ส่วนเกินออกมาก่อนจะโดนภาษีหนัก เพื่อเปลี่ยนเม็ดเงินไปสู่การลงทุนระยะยาวในหุ้นแทน

ประธานาธิบดี อี มักเริ่มต้นสุนทรพจน์ด้วยการเตือนใจทุกคนว่า เขาเคยเป็น "มดตัวใหญ่" ที่เคยล้มละลายมาก่อน ความเข้าใจในความเจ็บปวดของคนตัวเล็กตัวน้อยทำให้เขากล้าชนกับกลุ่มอิทธิพลเดิม

เขาทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า เมื่อภารกิจทางการเมืองสิ้นสุดลง เขาจะกลับไปเป็นนักลงทุนรายวันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาจะกลับไปสู่ตลาดหุ้นที่เขาได้ "ซ่อมแซม" จนมีความยุติธรรม และแข็งแกร่งที่สุดในโลกด้วยมือของเขาเอง

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์