วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม 2569

Login
Login

กำไรบริษัทจีน ‘ทรุด 3 ปีติด’ อสังหาฯ ยังไร้ทางฟื้น

กำไรบริษัทจีน ‘ทรุด 3 ปีติด’ อสังหาฯ ยังไร้ทางฟื้น

วิกฤติอสังหาริมทรัพย์จีนที่ยืดเยื้อ ส่งแรงกระแทกจาก ‘ตลาดบ้าน’ ลามเข้าสู่ ‘เศรษฐกิจจริง’ ของจีนอย่างชัดเจน หลังบริษัทจีนกำไร ‘ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3’ ร้านค้าปลีกทยอยขาดทุน ค่ายรถยนต์ติดสงครามราคา และคนรุ่นใหม่เผชิญตลาดงานที่ยากขึ้น

เศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญ “แรงสั่นสะเทือนเงียบ” ที่เริ่มลามจากตลาดอสังหาริมทรัพย์เข้าสู่ “ภาคธุรกิจ” ทั้งระบบ หลังบริษัทจีนจำนวนมากกำไร “หดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน” ขณะที่ร้านค้าปลีกทยอยขาดทุน คนหนุ่มสาวหางานยากขึ้น และสัญญาณอ่อนแรงเริ่มปรากฏตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าไปจนถึงค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ สะท้อนว่าแผลจากวิกฤติบ้าน และหนี้ในจีน กำลังกัดกินเศรษฐกิจจริงลึกกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้

เว็บไซต์นิกเคอิ เอเชียได้รวบรวมผลประกอบการของบริษัทนอกภาคการเงินราว 5,400 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ โดยอ้างอิงข้อมูลจากผู้ให้บริการข้อมูล Wind ซึ่งเกือบทั้งหมดได้รายงานผลประกอบการภายในวันที่ 30 เมษายนแล้ว สิ่งที่เห็นคือ กำไรสุทธิรวมของปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2025 อยู่ที่ 2.54 ล้านล้านหยวน ซึ่งลดลง 2% จากปีก่อน และถือเป็น “ครั้งแรก” นับตั้งแต่ปี 2000 ที่ตัวเลขดังกล่าวลดลงติดต่อกัน 3 ปี

จากจำนวนบริษัททั้งหมด มีมากถึง 1,458 บริษัท หรือราว 27% ที่ขาดทุนสุทธิ ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 100 บริษัทจากปีก่อน โดยเดิมก็ถือว่าเป็นสถิติสูงสุดอยู่แล้ว เทียบกับญี่ปุ่นที่มีบริษัทขาดทุนในตลาด Prime ของตลาดหุ้นโตเกียวเพียงราว 2% เท่านั้น

ทั้งนี้ ภาวะซบเซาของตลาดอสังหาริมทรัพย์จีน ยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัว บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรูอย่าง China Vanke ขาดทุนสุทธิถึง 8.85 หมื่นล้านหยวน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 80% บริษัทกำลังเผชิญปัญหากระแสเงินสดจากยอดขายที่อ่อนแอ และต้องเจรจาขอเลื่อนชำระหนี้กับเจ้าหนี้

แม้บริษัทจะเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์อสังหาฯ ที่แข็งแกร่ง และมีชื่อเสียงที่สุดของจีน แต่จากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด 108 แห่ง มีถึง 59 แห่งที่ขาดทุนสุทธิ และผลขาดทุนรวมของอุตสาหกรรมก็ยิ่งขยายตัว

ไม่เพียงเท่านั้น ยอดขายบ้านที่ซบเซา และราคาบ้านที่ลดลง กำลังกดดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคอย่างหนัก จนส่งผลโดยตรงต่อกำไรของธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจที่พึ่งพาการบริโภคในประเทศ

ยักษ์ค้าปลีกอย่าง Wangfujing Group และ Guangzhou Grandbuy พลิกเข้าสู่ภาวะ “ขาดทุน” ขณะที่เชนซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่อย่าง Yonghui Superstores ก็ “ขาดทุนหนักขึ้น” จากต้นทุนการปิดสาขาจำนวนมาก

จากบริษัทค้าปลีก 61 แห่ง มีถึง 23 แห่งที่ขาดทุน เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากปีก่อน และภาพรวมทั้งอุตสาหกรรมก็ติดลบ

แม้ยอดขายรถยนต์จะเติบโตอย่างมาก แต่กำไรของอุตสาหกรรมยานยนต์กลับลดลง 18% เพราะบริษัทต่างๆ ต้องทำสงครามราคา ท่ามกลางผู้บริโภคที่รัดเข็มขัดมากขึ้น

กำไรสุทธิของ BYD ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของจีน “ลดลง 19%” เหลือ 3.26 หมื่นล้านหยวน ถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 4 ปี

เท็ตสึจิ ซาโนะ หัวหน้านักกลยุทธ์เอเชียของ Sumitomo Mitsui DS Asset Management กล่าวว่า ปัจจัยอย่างตลาดอสังหาฯ ที่ซบเซา และเงินเฟ้อที่อ่อนแรง “จะยังคงอยู่ต่อไป”

อย่างไรก็ตาม เขามองว่าราคาน้ำมันที่สูง อาจกลับกลายเป็นแรงหนุนต่อบริษัทส่งออกของจีน เพราะอาจทำให้ความต้องการเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งจีนมีความแข็งแกร่ง เพิ่มขึ้นในตลาดโลก

หากเศรษฐกิจจีนจะฟื้นตัวในปี 2026 การฟื้นตัวดังกล่าว “มีแนวโน้มจะถูกขับเคลื่อนโดยอุปสงค์จากต่างประเทศ” มากกว่าการบริโภคภายในประเทศเอง
 

 

อ้างอิง: nikkei

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์