วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม 2569

Login
Login

FSB เตือนตลาด Private Credit มูลค่าแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ความเสี่ยงพุ่งสูง

FSB เตือนตลาด Private Credit มูลค่าแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ความเสี่ยงพุ่งสูง

FSB ออกโรงเตือนตลาด 'Private Credit' มูลค่าเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ อาจเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินโลก หลังธุรกิจปล่อยกู้นอกตลาดเชื่อมโยงกับ 'ธนาคารและกองทุน' มากขึ้น

คณะกรรมการดูแลเสถียรภาพการเงิน (FSB) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลเสถียรภาพการเงินโลก เรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลในแต่ละประเทศ "ตรวจสอบธุรกิจ Private Credit อย่างเข้มงวดมากขึ้น" พร้อมเตือนว่าบรรดาธนาคาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ บริษัทประกัน และบริษัทไพรเวทอิควิตี้ กำลังเผชิญความเสี่ยงหลากหลายรูปแบบจากอุตสาหกรรมดังกล่าว ซึ่งมีมูลค่าใกล้แตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์

ในรายงานศึกษาฉบับใหม่ที่เผยแพร่ในวันนี้ คณะกรรมการ FSB ระบุว่า การขาดข้อมูลมาตรฐานและความโปร่งใสของอุตสาหกรรม รวมถึงแนวทางประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่ไม่ชัดเจน ไปจนถึงโครงสร้างการระดมทุนและเครื่องมือทางการเงินที่ซับซ้อน กำลังสร้างความเปราะบางให้ตลาดการเงินในวงกว้าง

รายงานดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นต่ออุตสาหกรรมการปล่อยกู้นอกตลาด หรือ Private Credit ในสหรัฐ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ความเสี่ยงในภาคซอฟต์แวร์ บริษัทพัฒนาธุรกิจ ไปจนถึงการล้มละลายของบริษัทเอกชนบางแห่ง

FSB ซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าการธนาคารกลาง หน่วยงานกำกับดูแล และรัฐมนตรีคลังจากกลุ่มประเทศ G20 เตือนว่า ตลาด Private Credit มีความเชื่อมโยงกับธนาคาร บริษัทประกัน และผู้จัดการกองทุนมากขึ้น ผ่านวงเงินสินเชื่อจากธนาคาร วงเงินหมุนเวียน และความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ต่างๆ

ปัจจุบัน ธนาคารทั่วโลกมีวงเงินสินเชื่อทั้งที่เบิกใช้แล้วและยังไม่เบิกใช้ให้กับตลาด Private Credit รวมกันราว 2.2 แสนล้านดอลลาร์ แต่ข้อมูลเชิงพาณิชย์บางส่วนชี้ว่า ตัวเลขจริงอาจสูงกว่านั้นถึง 2 เท่า แม้สัดส่วนดังกล่าวยังถือว่าเล็กเมื่อเทียบกับเงินกองทุน CET1 ของระบบธนาคารพาณิชย์ แต่ FSB เตือนว่า ความเชื่อมโยงรูปแบบอื่นๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบได้

เตือน 'คุณภาพเครดิต' เริ่มเสื่อม

รายงานเชิงลึกของ FSB ระบุว่า ความเชื่อมโยงเหล่านี้อาจขยายแรงกดดันในตลาดการเงินได้ โดยชี้ว่าธุรกิจดังกล่าวมีการใช้เลเวอเรจหรือการกู้ยืมมาลงทุนสูง โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยี เฮลท์แคร์ และบริการ ซึ่งยังไม่เคยผ่านบททดสอบในภาวะเศรษฐกิจถดถอยยาวนาน

“ผู้กู้บางรายในตลาด Private Credit ยังดูเหมือนจะพึ่งพารูปแบบ Payment-in-Kind หรือการจ่ายดอกเบี้ยในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงินกันมากขึ้น ซึ่งอาจสะท้อนถึงภาวะคุณภาพเครดิตที่กำลังเสื่อมลง” รายงานระบุเพิ่มเติม

FSB ต้องการให้หน่วยงานกำกับดูแลระดับประเทศ "เพิ่มความเข้มงวด" ในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยแลกเปลี่ยนแนวทางกำกับดูแลด้านการบริหารความเสี่ยงและธรรมาภิบาลของธนาคารพาณิชย์และนอนแบงก์ในตลาด Private Credit ไปจนถึงการรวบรวมและติดตามความเสี่ยงสะสม การประเมินมูลค่า และการใช้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือภาคเอกชน รวมถึงการแก้ปัญหาข้อมูลสินเชื่อรายสัญญาที่ไม่ครบถ้วน และการเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบความไม่สอดคล้องกันของสภาพคล่อง

FSB ประเมินว่า ตลาด Private Credit ทั่วโลกมีมูลค่ารวมประมาณ 1.5-2 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 48 - 65 ล้านล้านบาท) โดย "สหรัฐ" ครองสัดส่วนใหญ่ที่สุด รองลงมาคือยูโรโซนและสหราชอาณาจักร

อุตสาหกรรมดังกล่าวเติบโตอย่างรวดเร็วหลังวิกฤติการเงินโลกปี 2551 (วิกฤติซับไพรม์ปี 2008) เมื่อกองทุน Private Credit และกองทุนทางเลือกอื่นๆ เข้ามาเติมเต็มช่องว่างการปล่อยสินเชื่อ หลังธนาคารเพื่อการลงทุนถอนตัวจากตลาดหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง

'นักลงทุนรายย่อย' เริ่มเข้าตลาดมากขึ้น

ที่ผ่านมา ตลาด Private Credit มุ่งเน้นปล่อยกู้ให้บริษัทขนาดกลาง และมีฐานนักลงทุนหลักเป็นสถาบันการเงิน แต่ปัจจุบัน ตลาดเริ่มปล่อยกู้ให้บริษัทขนาดใหญ่ขึ้น และมี "นักลงทุนรายย่อย" เข้ามามากขึ้นผ่านกองทุนสินทรัพย์นอกตลาดกึ่งสภาพคล่อง และกองทุนจดทะเบียน ซึ่งกลายเป็นความกังวลหลักในกระแสไถ่ถอนการลงทุนในสหรัฐช่วงที่ผ่านมา

ความเสี่ยงจากธุรกิจ Private Credit ยังถูกจับตาใกล้ชิดมากขึ้นในฤดูกาลรายงานผลประกอบการของธนาคารในยุโรป

ธนาคารบาร์เคลย์ส เปิดเผยว่า มีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ Private Credit ราว 20,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ดอยช์แบงก์ มีมูลค่าราว 30,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด ส่วนบีเอ็นพี พาริบาส์ มีความเสี่ยงในธุรกิจดังกล่าวประมาณ 25,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นราว 3% ของพอร์ตสินเชื่อ

ทั้งธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ต่างเคยแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงเชิงระบบจากธุรกิจ Private Credit มาแล้วในช่วงที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน BOE กำลังดำเนินการทดสอบภาวะวิกฤติร่วมกับภาคอุตสาหกรรมการเงิน โดยซาราห์ บรีเดน รองผู้ว่าการ BOE กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า ธนาคารกลางกังวลทั้งเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ วินัยในการประเมินมูลค่า และสภาพคล่องของตลาดดังกล่าว


ที่มา: CNBC