'มูดีส์" ชู 'ประเทศไทย' ติดท็อป 5 ตลาดเกิดใหม่ที่รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีที่สุด จากการ 'ปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจแต่เนิ่นๆ' และ 'ทุนสำรองที่แข็งแกร่ง' แต่เตือนให้ระวังหนี้ภาครัฐ
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s Ratings ออกบทความเชิงวิเคราะห์ล่าสุดว่า ประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่หลายแห่ง ซึ่งรวมถึง "ประเทศไทย" สามารถรับมือแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้ดีขึ้น โดยไม่เจอการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของต้นทุนความเสี่ยง (risk premium) หรือสูญเสียความสามารถการระดมทุนในตลาด เหมือนวิกฤติที่ผ่านๆ มา
"ประเทศไทย" ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างของ 5 ประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ ได้แก่ มาเลเซีย อินเดีย ไทย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ที่สามารถรับมือแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกตลอด 5 ปีที่ผ่านมาได้ดีขึ้น แม้ต้องเผชิญทั้งวิกฤติโควิด-19 วงจรขึ้นดอกเบี้ยทั่วโลก ความตึงเครียดในภาคธนาคาร และความขัดแย้งด้านการค้า
ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ช่วยให้รับมือวิกฤติได้ดีขึ้น มาจาก "การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจตั้งแต่เนิ่นๆ" และการสะสม "กันชนทางการเงิน และทุนสำรองระหว่างประเทศ" รวมถึงสภาพคล่องโลกที่ยังเอื้ออำนวยในช่วงที่ผ่านมา ทำให้แรงกดดันต่อตลาดสะท้อนผ่าน “การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทน" หรือบอนด์ยีลด์เป็นส่วนใหญ่ มากกว่าจะสะท้อนผ่านการปรับเพิ่มความเสี่ยงเครดิตของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
Moody’s อธิบายว่า ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายแห่งยังเผชิญความผันผวนด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และค่าเงินตามวัฏจักรดอกเบี้ยโลก แต่ส่วนต่างความเสี่ยงเครดิต หรือ risk premum ไม่ได้พุ่งขึ้นรุนแรงเหมือนวิกฤติในอดีต สะท้อนว่าตลาดยังเชื่อมั่นต่อกรอบนโยบายเศรษฐกิจ และความสามารถในการบริหารเสถียรภาพของประเทศเหล่านี้
รายงานแบ่งประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่มีความยืดหยุ่นสูง กลุ่มที่ยังยืดหยุ่นแต่มีเงื่อนไข และกลุ่มเปราะบาง โดย 5 ประเทศอย่าง อินเดีย ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีผลลัพธ์ดีที่สุด โดยมีการปฏิรูปนโยบายล่วงหน้า โดยเฉพาะด้านกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน การบริหารจัดการหนี้ และการพัฒนาตลาดเงินสกุลท้องถิ่น ซึ่งช่วยให้สามารถดูดซับแรงกระแทกผ่านกลไกตลาดได้ โดยไม่ลุกลามเป็นวิกฤติด้านเครดิตหรือการระดมทุน
กราฟนี้แสดงให้เห็นผลงานที่ดีของ 5 ประเทศตลาดเกิดใหม่ดังกล่าว โดยวัดจากความสามารถในการรับแรงกระแทกผ่านตัวชี้วัดตลาด 4 ด้าน ได้แก่
- ความผันผวนของสเปรดความเสี่ยงพันธบัตรรัฐบาล (Sovereign OAS)
- ความผันผวนของส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรเทียบกับสหรัฐ
- การอ่อนค่าของอัตราแลกเปลี่ยน
- ความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่น
ขณะที่ตุรกี อาร์เจนตินา และไนจีเรีย อยู่ในกลุ่มเปราะบางที่สุดโดยเผชิญแรงกดดันตลาดสูงจากข้อจำกัดด้านนโยบาย เงินเฟ้อ และความเสี่ยงด้านต่างประเทศ
ไทยติดกลุ่มท็อป 5 ปฏิรูปเร็ว-กันชนแกร่ง
Moody’s ยกตัวอย่าง "ไทยและอินเดีย" (เครดิตเรตติ้ง Baa1 แนวโน้มมีเสถียรภาพ) อยู่ในกลุ่มประเทศที่มี “ความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้าง” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกมองว่ามีความพร้อมมากที่สุดในการรับมือแรงกระแทกของโลกในอนาคต
ปัจจัยสำคัญมาจาก "การดำเนินนโยบายสำคัญซึ่งช่วยสนับสนุนเสถียรภาพมาตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะเกิดความผันผวนในภายหลัง" นอกจากนี้ ยังมีกรอบนโยบายการเงินที่มีความชัดเจน และคาดการณ์ได้ เงินเฟ้ออยู่ภายในกรอบที่คาดการณ์เอาไว้ และอัตราแลกเปลี่ยนสามารถยืดหยุ่นตามสภาวะตลาด ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่ความผันผวนของค่าเงินจะลุกลามไปสู่แรงกดดันเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ หรือบีบให้ต้องเปลี่ยนนโยบายแบบฉับพลัน
ทั้งสองประเทศยังมีจุดเด่นเรื่อง "กันชนที่แข็งแกร่ง และเข้าถึงได้" อินเดียพึ่งพาแหล่งเงินทุนภายในประเทศ โดยมีตลาดภายในที่ลึก และทุนสำรองขนาดใหญ่ ขณะที่ไทยได้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งภายนอก จากฐานะดุลการชำระเงินระยะยาวที่แข็งแรง และหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ
อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้ที่ค่อนข้างสูง และดุลการคลังที่อ่อนแอของอินเดีย จำกัดพื้นที่ในการตอบสนองต่อแรงกระแทกต่อเนื่อง ขณะที่ในส่วนของไทยนั้น "ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น" มีความเสี่ยงที่จะลดทอนความสามารถในการรับมือกับวิกฤติในระยะยาว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


