สำนักข่าวนิกเคอิเอเชียรายงานว่า “ชาวนา” หรือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับภาวะราคาปุ๋ย ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง เมื่อฤดูกาลเพาะปลูกเริ่มต้นขึ้น ซึ่งวิกฤตการณ์ใน ช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นตัวเร่งให้ราคาปัจจัยการผลิตพุ่งสูงขึ้น
ราคาปุ๋ยพุ่ง กระทบต้นทุนชาวนา
ขณะนี้ ราคาปุ๋ยยูเรีย ปรับตัวเพิ่มขึ้น 18% ในเดือนเมษายน หลังจากที่พุ่งขึ้นไปแล้วถึง 54% ในเดือนมีนาคม เนื่องจากสงครามในอิหร่านได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งกระบวนการผลิต และการขนส่งสินค้าในแถบตะวันออกกลาง
ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า ราคาอ้างอิงปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกพุ่งสูงถึง 857 ดอลลาร์ต่อเมตริกตัน ในเดือนเมษายน ซึ่งทำลายสถิติสูงสุดในรอบ 4 ปี คือ 726 ดอลลาร์ในเดือนมี.ค.และถือเป็นราคาที่สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วมากกว่าเท่าตัว
กลุ่มประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย เช่น กาตาร์ และซาอุดีอาระเบีย เป็นผู้ส่งออกปุ๋ยยูเรียรายใหญ่ของโลกถึง 30 - 35 % ซึ่งปุ๋ยชนิดนี้ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ แต่ปัจจุบันโรงงานผลิตหลายแห่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่าน อีกทั้งการขนส่งยังต้องหยุดชะงักจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย
ประเทศเอเชียต้องรับแรงกระแทกจากต้นทุนที่พุ่งสูงนี้โดยตรง เนื่องจากเป็นทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภคข้าวรายใหญ่ ซึ่งการปลูกข้าวนั้นจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยในปริมาณมาก โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนที่ช่วยในการเจริญเติบโตของใบ และลำต้น
นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากธนาคารโลก กล่าวว่า เอเชียเป็นภูมิภาคที่ต้องพึ่งพาพลังงาน และปุ๋ยจากตะวันออกกลางมากที่สุด หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดต่อเนื่องไปจนพ้นเดือนมิ.ย. หลายประเทศอาจต้องเผชิญกับการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญในการผลิตอย่างหนัก
นอกจากปุ๋ยยูเรียแล้ว การผลิตซัลเฟอร์ หรือ กำมะถัน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของปุ๋ยฟอสเฟต ก็ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากกลุ่มประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียเช่นกัน
ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าในปี 2026 ราคาปุ๋ยโดยรวมจะเพิ่มขึ้น 31% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียที่อาจมีราคาสูงขึ้นถึงประมาณ 60%
ราคาปุ๋ยที่แพงขึ้นหมายถึง "ต้นทุน" การทำนาที่สูงขึ้นตามไปด้วย แต่ในตลาดเกิดใหม่นั้น เกษตรกรไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปที่ราคาอาหารได้ง่ายนัก พวกเขาจึงมักเลือกที่จะ "ลดปริมาณการใช้ปุ๋ย" ลงแทน ซึ่งจะส่งผลให้ผลผลิตข้าวต่อไร่ลดน้อยลง
ธนาคารโลกคาดว่าราคาอาหารจะขยับขึ้นเพียง 2% ในปี 2026 แต่ยังดีที่โลกยังมีปริมาณธัญพืชสำรองสะสมไว้เป็นจำนวนมากก่อนที่จะเกิดวิกฤติครั้งนี้
ในช่วงเดือนพ.ค.ถึงส.ค. เป็นช่วงเวลาสำคัญของเกษตรกรจำนวนมากในอินเดีย เวียดนาม และไทย ที่จะเริ่มหว่านเมล็ดข้าวหรือปักดำต้นกล้า ก่อนเข้าฤดูฝนที่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของการปลูกข้าว ซึ่งข้าวสายพันธุ์เมล็ดยาว อย่างข้าวอินดิกาและข้าวหอมมะลิ ซึ่งเติบโตได้ดีในที่อุณหภูมิ และความชื้นสูง ถือเป็นข้าวประเภทที่ถูกซื้อขายในตลาดโลกถึง 90%
สงครามกระทบผู้ส่งออกข้าวทั่วโลก
ทว่าผลกระทบต่อเกษตรกรไม่ได้มีแค่เรื่องปุ๋ย เพราะราคาปัจจัยการผลิตอื่นๆ และค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น คาดว่าจะทำให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นถึง 50 - 80%
หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ FAO ระบุว่า เกษตรกรตั้งแต่ปัญจาบไปจนถึงลุ่มน้ำโขงเริ่มปรับเปลี่ยนแผนการเพาะปลูกแล้ว
เวียดนามซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลก กำลังลดกำลังการผลิตลงเนื่องจากต้นทุนพลังงานกระทบต่อการทำกำไร ขณะที่ไทย และบังกลาเทศก็เผชิญแรงกดดันในลักษณะเดียวกัน
อินเดียเป็นทั้งผู้ผลิต และผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกประมาณ 150 ล้านตันต่อปี แต่กลับมีความเปราะบางสูงเพราะต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ย แม้รัฐบาลจะช่วยอุดหนุนราคาปุ๋ยให้เกษตรกร แต่ปุ๋ยนำเข้ากว่า 40% นั้นมาจากกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซีย
ปี 2024 และ 2025 อินเดียส่งออกข้าวประมาณ 23 ล้านตัน หรือคิดเป็น 15% ของผลผลิตทั้งหมด โดยในปีที่ผ่านมาอินเดียเคยจำกัดการส่งออกข้าวมาแล้ว เนื่องจากกังวลว่าผลผลิตในประเทศจะลดน้อยลง
ในปัจจุบันยังไม่มีประเทศใดสามารถทำหน้าที่แทนอินเดียในการหล่อเลี้ยงข้าวให้แก่โลกได้ แม้แต่ผู้ผลิตอันดับ 2 และ 3 อย่างจีน และอินโดนีเซียก็ยังต้องนำเข้าข้าวบางส่วน
ขณะที่เวียดนาม ไทย และปากีสถาน มีกำลังการส่งออกได้เพียงประเทศละ 5-8 ล้านตันเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน ฟิลิปปินส์ และประเทศในแถบแอฟริกาตอนใต้ซึ่งมีอัตราการบริโภคข้าวสูงแต่ต้องพึ่งพาการนำเข้า กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง ยิ่งสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อนานเท่าไร ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตการณ์ทางอาหารทั่วโลกก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้นครับ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


