วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม 2569

Login
Login

อาเซียนหันหา ‘แหล่งน้ำมันใหม่’ บรูไน-ลิเบีย-สหรัฐ ผงาดแทน

อาเซียนหันหา ‘แหล่งน้ำมันใหม่’ บรูไน-ลิเบีย-สหรัฐ ผงาดแทน

สงครามอิหร่านไม่เพียงเขย่าซัพพลายโลก แต่กำลังบีบให้อาเซียนต้อง ‘รีเซ็ต’ ยุทธศาสตร์พลังงานใหม่อย่างเร่งด่วน หลายประเทศเร่งลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง และกระจายความเสี่ยงไปยัง “แหล่งใหม่” จากบรูไน ลิเบีย อาร์เจนตินา กายอานา รัสเซียจนถึงสหรัฐแทน

สองเดือนหลังสงครามอิหร่านปะทุขึ้น “แผนที่พลังงาน” ของอาเซียนกำลังถูกเขียนใหม่อย่างเร่งด่วน โดยข้อมูลการค้าระหว่างประเทศและการขนส่งทางเรือชี้ตรงกันว่า ประเทศในอาเซียนกำลัง “ลดการพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลาง” อย่างมีนัยสำคัญ โดยหันไปหา “แหล่งใหม่” อย่างบรูไน ลิเบีย สหรัฐ รวมถึงประเทศนอกภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ท่ามกลางช่องแคบฮอร์มุซที่แทบปิดตาย

ไทยหันซบ ‘บรูไน-ลิเบีย’ กระจายความเสี่ยง

สำหรับ “ประเทศไทย” ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างชัดของการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ ข้อมูลการขนส่งทางทะเลจาก Kpler บริษัทวิจัยการค้าจากยุโรประบุว่า การนำเข้าน้ำมันดิบ และคอนเดนเสท (ก๊าซธรรมชาติเหลว) จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ของไทยในเดือนเมษายน “ลดลงกว่า 50%” จากเดือนกุมภาพันธ์ เหลือเพียง 160,000 บาร์เรลต่อวัน

เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า “ช่องว่างดังกล่าว” ถูกชดเชยอย่างรวดเร็ว จากการนำเข้าจาก “บรูไน” ซึ่งเพิ่มขึ้นจากศูนย์ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็น 71,000 บาร์เรลต่อวัน นับเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2018 ขณะที่การนำเข้าจาก “ลิเบีย” อยู่ที่เฉลี่ยราว 113,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 28% จากสองเดือนก่อนหน้า

ข้อมูลภาครัฐไทยยังยืนยันว่า ไทยกำลังกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันมากขึ้น โดยข้อมูลการค้าเดือนมีนาคมที่กระทรวงพาณิชย์ไทยเผยแพร่เมื่อวันที่ 24 เมษายน ระบุว่า การนำเข้าน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบียลดลง 43% ขณะที่จาก UAE ลดลง 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ในทางกลับกัน การนำเข้าจากลิเบียเพิ่มขึ้น 54% นอกจากนี้ ไทยยังเริ่มนำเข้าน้ำมันจาก “อาร์เจนตินา” และ “กายอานา” ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยส่งออกมายังไทย

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ เผยว่า ไทยกำลังเจรจากับบราซิล ไนจีเรีย และคาซัคสถานเพิ่มเติม และได้รับ “สัญญาณตอบรับที่ดี” สะท้อนยุทธศาสตร์กระจายแหล่งนำเข้าอย่างจริงจัง

เวียดนาม ‘หนักสุด’ เมื่อคูเวตสะดุด

ในภูมิภาคอาเซียน “เวียดนาม” เผชิญแรงกระแทกมากที่สุด โดยในปีที่ผ่านมา 80% ของน้ำมันนำเข้ามาจาก “คูเวต” แต่เมื่อการส่งออกจากคูเวต “แทบหยุดชะงัก” ปริมาณนำเข้าจึงลดลงเหลือ 159,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน จาก 375,000 บาร์เรลต่อวันเมื่อสองเดือนก่อนหน้า

ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า เวียดนามจึงต้องหันไปพึ่งแองโกลา อาร์เจนตินา ไอวอรีโคสต์ และสหรัฐแทน

โรงกลั่น Nghi Son ในจังหวัด Thanh Hoa ยังต้องเร่งล็อกซัพพลาย โดยบริษัทแม่ญี่ปุ่น Idemitsu Kosan จะจัดส่งน้ำมันดิบจากแหล่งทางเลือกให้เวียดนามราว 4 ล้านบาร์เรล

สิงคโปร์หันพึ่งสหรัฐ-บรูไนผงาดฮับส่งออก

ขณะเดียวกัน “สิงคโปร์” ซึ่งเป็นศูนย์กลางเติมเชื้อเพลิงเรือรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นฐานการผลิตปิโตรเคมีสำคัญ ก็เร่งกระจายแหล่งนำเข้าเช่นกัน โดยการนำเข้าน้ำมันดิบและคอนเดนเสทลดลงเหลือราว 388,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นการหดตัวลง 61% จากเดือนกุมภาพันธ์ และปัจจุบันมากกว่า 60% ของการนำเข้าน้ำมันของสิงคโปร์ มาจาก “สหรัฐ” ตามข้อมูลของ Kpler

ในอีกด้านหนึ่ง “บรูไน” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการส่งออกในภูมิภาค โดยในเดือนเมษายน ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายนี้ส่งออกได้ 105,000 บาร์เรลต่อวัน สูงสุดในรอบ 5 ปี

มูหยู สวี่ นักวิเคราะห์น้ำมันดิบอาวุโสของ Kpler ชี้ว่า “รัสเซีย” ก็กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งแหล่งทางเลือกสำคัญของภูมิภาค แม้จะมีข้อจำกัดด้านปริมาณ

อาเซียนยังคงส่งออกแรง แม้พลังงานตึงตัว

แม้แรงกดดันด้านพลังงานยังสูง แต่เศรษฐกิจอาเซียนไม่ได้อ่อนแรงลงตาม โดยการส่งออกของ “ไทย” ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 35.1 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้น 18.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ได้แรงหนุนจากภาคอิเล็กทรอนิกส์และอานิสงส์ความต้องการเกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ที่ยังคงแข็งแกร่ง

ด้าน “เวียดนาม” การส่งออกเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบรายปีในเดือนมีนาคม ขับเคลื่อนโดยภาคการผลิต โดยเฉพาะการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และเครื่องจักร

ขณะที่ “มาเลเซีย” การส่งออกเพิ่มขึ้น 8.3% จากปีก่อนหน้า โดยมีภาคการผลิตเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

ส่วน “สิงคโปร์” การส่งออกภายในประเทศที่ไม่รวมน้ำมัน เพิ่มขึ้น 15.3% ในเดือนมีนาคม เมื่อเทียบกับปีก่อน เร่งตัวขึ้นจากการเติบโต 4% ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

“จากกระแส AI บูม ทำให้เศรษฐกิจที่พึ่งพาเทคโนโลยีอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบด้านการค้า” หยุน หลิว นักเศรษฐศาสตร์อาเซียนอาวุโสจาก HSBC กล่าว

อย่างไรก็ตาม เธอชี้ว่า ประโยชน์ดังกล่าวไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม โดยสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนามโดดเด่นที่สุด เนื่องจากมีสัดส่วนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สูง รองลงมาคือไทยและฟิลิปปินส์ ขณะที่อินโดนีเซีย มีการพึ่งพาภูมิภาคนี้ค่อนข้างต่ำ

อ้างอิง: nikkei