วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม 2569

Login
Login

แบงก์ชาติออสเตรเลีย 'ขึ้นดอกเบี้ย' ครั้งที่ 3 ติดต่อกัน

แบงก์ชาติออสเตรเลีย 'ขึ้นดอกเบี้ย' ครั้งที่ 3 ติดต่อกัน

เงินเฟ้อพุ่งไม่หยุด ที่ประชุมแบงก์ชาติออสเตรเลียตัดสินใจ 'ขึ้นดอกเบี้ย' เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน สู่ระดับ 4.35% เท่ากับหักล้างที่ลดดอกเบี้ยมาทั้งหมดในปีที่แล้ว

วันนี้ (5 พ.ค. 69) ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย "เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน" โดยให้เหตุผลว่าภาพรวมเงินเฟ้อมีแนวโน้มแย่ลง พร้อมเตือนถึงสถานการณ์ที่เป็นไปได้ ที่อาจเพิ่มแรงกดดันจากราคาพลังงานมากกว่าที่คาดเอาไว้

ธนาคารกลางออสเตรเลียปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 จุดเปอร์เซนต์ สู่ระดับ 4.35% นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งติดต่อกัน จากที่ปรับขึ้นดอกเบี้ยมาแล้วในเดือนก.พ. และมี.ค. ส่งผลให้การปรับขึ้นครั้งนี้ลบล้างการปรับลดดอกเบี้ยทั้งหมดที่เคยประกาศไว้ในปี 2025

มติครั้งนี้ไม่เป็นเอกฉันท์ มีสมาชิก 8 คนเห็นด้วย และ 1 คนคัดค้าน โดยแถลงการณ์ของ RBA ระบุว่า แนวโน้มเงินเฟ้อยังคงน่ากังวลอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะช็อกจากราคาพลังงานทั่วโลก ในขณะที่แรงกดดันด้านราคาอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว

“เงินเฟ้อมีแนวโน้มจะอยู่สูงกว่ากรอบเป้าหมายต่อไปอีกระยะหนึ่ง และความเสี่ยงยังคงเอนเอียงไปด้านขาขึ้น รวมถึงความเสี่ยงต่อคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อด้วย” คณะกรรมการระบุ

นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนยังคาดการณ์ด้วยว่า ในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ เงินเฟ้ออาจเร่งตัวเกิน "5.0%" เมื่อเทียบรายปี ซึ่งอาจทำให้แบงก์ชาติต้องดำเนินนโยบายเพิ่มเติมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2.5%

“สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังส่งผลต่อเงินเฟ้อ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ และมีสัญญาณว่าอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง” คณะกรรมการฯ ระบุเพิ่มเติม

อีกปัจจัยที่สนับสนุนการตัดสินใจใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้นก็คือ สัญญาณว่าเศรษฐกิจโดยรวมของออสเตรเลียยังคงแข็งแกร่ง แม้เผชิญแรงกระแทกเพิ่มขึ้น

ข้อมูลที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ในวันอังคารระบุว่า "การใช้จ่ายภาคครัวเรือน" ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.6% ในเดือนมี.ค. เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 30 เดือน แม้ผลดังกล่าวจะได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งขึ้นถึง 32% ในเดือนเดียว แต่การใช้จ่ายในหมวดอื่นๆ ก็ขยายตัวแข็งแกร่งเช่นกัน

แอชวิน คลาร์ก นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคาร Commonwealth Bank of Australia กล่าวว่า “ครัวเรือนมีแนวโน้มดึงเงินออมมาใช้เพื่อพยุงการใช้จ่าย ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในอิหร่าน”

แบงก์ชาติออสเตรเลีย 'ขึ้นดอกเบี้ย' ครั้งที่ 3 ติดต่อกัน

จับตาหลายประเทศแห่ขึ้นดอกเบี้ย

วิกฤติการณ์ราคาพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ และสะท้อนผ่าน "อัตราเงินเฟ้อ" ที่ปรับตัวสูงขึ้นในหลายประเทศ กำลังทำให้ธนาคารกลางประเทศต่างๆ หันมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือส่งสัญญาณเตรียมปรับขึ้นกันถ้วนหน้าแล้ว
 
นักวิเคราะห์ระบุว่า "ธนาคารกลางฟิลิปปินส์" ซึ่งเพิ่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 4.5% ไปเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา อาจจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระดับที่มากขึ้น เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งแรงเกินคาดจากผลกระทบของสงคราม

สำนักงานสถิติแห่งชาติฟิลิปปินส์เปิดเผยในวันนี้ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคในเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 7.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นระดับ "สูงสุดในรอบ 3 ปี" โดยสูงกว่าทุกประมาณการในแบบสำรวจของบลูมเบิร์ก และสูงกว่ากรอบคาดการณ์ของธนาคารกลางที่ 5.6%-6.4% โดยก่อนหน้านี้เงินเฟ้อในเดือนมี.ค. อยู่ที่ 4.1% 

ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาได้กระจายตัวอย่างรวดเร็วในฟิลิปปินส์ ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเกือบทั้งหมด ขณะเดียวกันยังเพิ่มแรงกดดันต่อธนาคารกลา ซึ่งก่อนหน้านี้เพิ่งส่งสัญญาณว่าจะปรับนโยบายการเงินอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กระทบการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

“เราไม่ตัดความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยแรงขึ้นนอกรอบการประชุมกนง.” เอมิลิโอ เนรี จูเนียร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร Bank of the Philippine Islands กล่าว พร้อมระบุว่าธนาคารกลางอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 0.25 จุดเปอร์เซนต์ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินวาระปกติหรือนอกวาระ

“เมื่อถึงการประชุมเดือนมิ.ย. ข้อมูลเงินเฟ้อเดือนพ.ค.จะออกมา และไม่ยากที่จะเห็นว่าเงินเฟ้ออาจแตะ 8% หรือ 9% หากดอกเบี้ยนโยบายยังต่ำกว่า 6% ก็อาจดูไม่เหมาะสม” เนรีกล่าว

ทางด้าน รยู ซังแด รองผู้ว่าการอาวุโส ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) กล่าวนอกรอบระหว่างร่วมการประชุมประจำปีธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ว่า ถึงเวลาที่ต้องพิจารณาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะไม่ต่ำกว่าที่ธนาคารคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้มากนัก แต่เงินเฟ้อมีแนวโน้มจะสูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า และธนาคารกลางเองก็คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่เดือนก.ค.ปีที่แล้ว

รยู ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงินของแบงก์ชาติเกาหลีใต้ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ในการประชุมเดือนเม.ย. BOK เคยประเมินว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจและเร่งเงินเฟ้อ แต่จากข้อมูลล่าสุดชี้ว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวใกล้ 2% ในขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มพุ่งเกิน 2.2% ส่งผลให้ทิศทางนโยบายการเงินเริ่มขยับจากการคงหรือลดดอกเบี้ย ไปสู่การพิจารณาปรับขึ้น

ท่าทีดังกล่าวถือเป็น "ครั้งแรก" ที่กรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางเกาหลีใต้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสขึ้นดอกเบี้ย หลังจากก่อนหน้านี้ยังคงท่าทีอย่างระมัดระวัง

ECB อาจขึ้นดอกเบี้ย มิ.ย. นี้

โยอาคิม นาเกิล ประธานธนาคารกลางเยอรมนี (บุนเดสแบงก์) กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิ.ย. นี้ หากแนวโน้มเงินเฟ้อยังไม่คลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า 

แบงก์ชาติออสเตรเลีย 'ขึ้นดอกเบี้ย' ครั้งที่ 3 ติดต่อกัน

ก่อนหน้านี้ ECB คงอัตราดอกเบี้ยไว้ไม่เปลี่ยนแปลงในการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ก็มีการหารือเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ย และส่งสัญญาณว่าอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้นในเดือนมิ.ย. เพื่อป้องกันไม่ให้แรงกระแทกเงินเฟ้อในปัจจุบันยืดเยื้อส่งผลกระทบระลอกที่สอง

ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อของกลุ่มประเทศยูโรโซนพุ่งขึ้นสู่ระดับ 3% เมื่อเดือนที่ผ่านมา และอาจเพิ่มขึ้นต่อในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จากราคาน้ำมันที่ยังยืนเหนือ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางสงครามในอิหร่าน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากระดับที่ใช้ในสมมติฐานเศรษฐกิจกรณีเลวร้ายของ ECB

ก่อนหน้านี้ ประธานธนาคารหลายประเทศซึ่งรวมถึงสโลวาเกียและเอสโตเนีย ได้ออกมาเตือนแล้วว่าอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิ.ย. ขณะที่ตลาดได้สะท้อนความคาดการณ์ดังกล่าวไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ นักลงทุนคาดว่า ECB จะปรับขึ้นดอกเบี้ยรวม "3 ครั้ง" ก่อนสิ้นปี 2026 โดยครั้งแรกจะถูกสะท้อนเต็มที่ภายในเดือนก.ค. และจะมีอีก 2 ครั้งในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หรือประมาณช่วงไตรมาส 3

อย่างไรก็ตาม นาเกิลระบุว่าแรงกระแทกครั้งนี้รุนแรงน้อยกว่าช่วงปี 2022 ที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่ง ECB ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ และเงินเฟ้อพุ่งแตะระดับเลขสองหลัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะครั้งนี้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงกว่าปี 2022 และเงินเฟ้อก็อยู่ในระดับต่ำกว่า