ประเทศไทย เป็นหนึ่งประเทศในอาเซียน ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงานครั้งนี้มากที่สุดจากการพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้าจากต่างประเทศถึง 90% และ 50% จากตัวเลขดังกล่าวนำเข้ามาจากประเทศในตะวันออกกลาง
ในช่วงที่ผ่านมา นายเอกนิติ นิติฑัณประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ให้คำมั่นอย่างหนักแน่นว่าพร้อมที่จะเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยไปสู่ "เศรษฐกิจแห่งพลังงานสะอาด" มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการประกาศเตรียมพร้อมเปิดเสรีให้ประชาชนขายไฟเข้าโครงข่ายกริดแบบเสรีในงานประชุม IMF-WBG Spring Meeting ที่ผ่านมา แม้ยังต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอีกจำนวนมาก
นอกจากนี้ ล่าสุดในวันเดียวกัน คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติพลังงานในครั้งนี้ โดย 2 แสนล้านบาทแรกจะใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กลุ่มเปราะบางผ่านการแจกเงินเยียวยาและอีก 2 แสนล้านบาทจะใช้เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาด
จากประเด็นดังกล่าว นายเคจู มิตซูฮาชิ ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติงานด้านพลังงาน (Energy Sector Office) ADB เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวของกรุงเทพธุรกิจในการประชุมประจำปีของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ที่ประเทศอุซเบกิสถานในวันที่ 5 พ.ค. ว่า กำลังอยู่ระหว่างการหารือกับรัฐบาลไทยและหน่วยงานวางแผนระดับชาติ เพื่อแสวงหาแนวทางสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งถือเป็นประเด็นใหม่ที่สำคัญ
“เราชื่นชม [ความพยายามในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของ]ไทยอย่างมากและผมเข้าใจว่าขณะนี้มีการร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาดังกล่าว”
สำหรับการสนับสนุนทางการเงินนั้น นายเคจู ระบุว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาไม่ได้ให้การสนับสนุนในรูปแบบการกู้ยืมเงินโดยตรง (Direct lending) สำหรับการพัฒนาภาคพลังงานเหมือนในอดีต
อย่างไรก็ตาม ADB กำลังมุ่งเน้นไปที่การใช้เครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่แทน เช่น การสนับสนุนการออกพันธบัตรสีเขียว (Green Bonds) และการจัดหาเงินทุนเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Financing) ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นแนวทางที่กำลังมีการหารือกันอย่างชัดเจนในขณะนี้
บทบาทไทยในโครงการเชื่อม 'ลาว-สิงคโปร์'
นอกจากบทบาทในประเทศแล้ว นายเคจู กล่าวว่า ไทยยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในระดับภูมิภาคผ่านโครงการ LTMS (Lao PDR-Thailand-Malaysia-Singapore Power Integration Project) ของ ADB โดยไทยทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการส่งผ่านกระแสไฟฟ้าพลังน้ำจากลาวไปยังสิงคโปร์ ซึ่งปัจจุบันสิงคโปร์ยังต้องพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติถึง 95%
ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงคำแนะนำต่อรัฐบาลไทยในการใช้เงิน 2 แสนล้านบาทจากการกู้ยืมเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดให้เกิดประโยชน์สูงสุดนายเคจู อธิบายว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของภาคพลังงานเท่านั้น แต่คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบ ซึ่งจะส่งผลต่อภาคการขนส่ง อุตสาหกรรม รวมถึงสถานบริการสาธารณะอย่างโรงพยาบาลและโรงเรียนให้เข้าถึงพลังงานที่สะอาดและมั่นคง
ดังนั้น การลงทุนที่สำคัญคือการ เสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid strengthening) และเพิ่มขีดความสามารถในการกักเก็บพลังงาน (Storage capacity) เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศในการดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ เช่น การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Centers) ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างงาน และนำไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว


