ราคาน้ำมันดิบทรงตัวสูง หลังสหรัฐ–อิหร่านยิงตอบโต้กัน ดันความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หวั่นสงครามอิหร่านลากยาวสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อ และดอกเบี้ยอาจจะสูงขึ้น
บลูมเบิร์ก รายงาน เปิดตลาดเอเชียวันอังคาร (6 พ.ค.69) ราคาน้ำมันดิบ ยังคงยืนเหนือระดับการปรับขึ้นแรง หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อสหรัฐและอิหร่านยิงตอบโต้กัน ท่ามกลางการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเรือบรรทุกในและรอบช่องแคบฮอร์มุซ
น้ำมันดิบสหรัฐฯ (West Texas Intermediate: WTI) ซื้อขายใกล้ระดับ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากพุ่งขึ้นมากกว่า 4% เมื่อวันจันทร์ ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นราคามาตรฐานโลกปิดเหนือระดับ 114 ดอลลาร์ กองทัพสหรัฐป้องกันการโจมตีจากอิหร่าน ขณะนำเรือพาณิชย์ที่ติดธงสหรัฐสองลำผ่านเส้นทางเดินเรือสำคัญ ตามข้อมูลของกองบัญชาการกลางสหรัฐ ส่วนที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ท่าเทียบเรือน้ำมันที่ท่าเรือฟูไจราห์ก็ถูกโจมตีเช่นกัน
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เกิดขึ้นในขณะที่สหรัฐพยายามเปิดเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้เรือที่ติดค้างเพราะสงครามเดินเรือได้ ซึ่งยิ่งทำให้อนาคตของข้อตกลงหยุดยิงสี่สัปดาห์ระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานยิ่งน่าสงสัย รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ พีท เฮกเซธ มีกำหนดจัดแถลงข่าวในวันอังคาร
“ผลลัพธ์ที่สะท้อนออกมาในตลาดคือ สัญญาณเพิ่มเติมว่าตราบใดที่ยังไม่มีข้อตกลงระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ช่องแคบนี้ก็น่าจะยังคงปิดอยู่” เกรกอรี บรูว์ นักวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์จาก Eurasia Group ระบุ “นั่นหมายถึงแรงกดดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง”
น้ำมันดิบสหรัฐพุ่งขึ้นมากกว่า 80% ตั้งแต่ต้นปี หลังความขัดแย้งทำให้ตลาดขาดแคลนน้ำมันดิบหลายล้านบาร์เรล โดยช่องแคบฮอร์มุซยังคง “ปิดเกือบสนิท” สำหรับเรือส่วนใหญ่ และมีการปิดหลุมผลิตน้ำมันในหลายพื้นที่ของภูมิภาค เส้นทางเดินเรือแห่งนี้ถูกปิดล้อมสองชั้น โดยเตหะรานพยายามขัดขวางเรือไม่ให้ผ่านช่องแคบ ขณะที่วอชิงตันสกัดกั้นเรือที่มุ่งหน้าเข้า–ออกสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ระบุในโพสต์บน X ว่าการเจรจากับวอชิงตัน “กำลังก้าวหน้า” แต่อ้างว่าสหรัฐและยูเออี “ควรระวังไม่ให้ถูกผู้ไม่หวังดีฉุดกลับลงสู่หล่ม” เขาเสริมว่าเหตุการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซทำให้เห็นชัดว่า “ไม่มีทางออกทางทหารสำหรับวิกฤตทางการเมือง”
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุในการให้สัมภาษณ์กับช่อง Salem News Channel ว่าสงคราม ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ อาจยืดเยื้อไปอีก “สองถึงสามสัปดาห์” โดยย้ำว่า “เวลาไม่ใช่ปัจจัยกดดันสำหรับเรา” ในการทำข้อตกลง
ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นยิ่งเพิ่มความกังวลว่าสงครามจะซ้ำเติมเงินเฟ้อและฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ทะลุ 5% ขณะที่นักลงทุนเพิ่มเดิมพันว่าธนาคารกลางสหรัฐ อาจจำเป็นต้องกลับลำหันขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
“ราคาน้ำมันคงต้องไต่ขึ้นต่อไป เพราะดูเหมือนเส้นทางข้างหน้าคือการยกระดับความรุนแรง” คาร์ล แลร์รี นักวิเคราะห์น้ำมันและก๊าซจาก Enverus กล่าว “โอกาสสันติภาพกำลังริบหรี่ลง และเมื่อสถานการณ์ยกระดับขึ้นจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปก็ไม่มีใครรู้ แต่คงไม่ใช่เรื่องดีแน่”
อัปเดตราคาเช้าอังคารนี้ (6 พ.ค.69)
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมิถุนายน ลดลง 1.4% มาอยู่ที่ 104.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เวลา 06:47 น. ตามเวลาสิงคโปร์
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนกรกฎาคม ปิดบวกมากกว่า 5% ที่ 114.14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันจันทร์


