เศรษฐกิจโลกเผชิญความผันผวนอย่างมากจากทั้งประเด็นเรื่องภาษีศุลกากรของสหรัฐหรือวิกฤติราคาน้ำมันจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ทำให้หลายประเทศต้อง "กระจายความเสี่ยง" ออกจากพื้นที่ความขัดแย้ง โดยในที่ประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางในกลุ่ม "อาเซียน+3" หรืออาเซียน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ครั้งที่ 29 ณ เมืองซามาร์กันต์ ประเทศอุซเบกิสถาน เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2026 บรรดาผู้กำหนดนโยบายได้ร่วมกันผลักดันความร่วมมือทางการเงินเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภูมิภาค
ประเด็นสำคัญคือการสนับสนุนการมีผลบังคับใช้ของ "กลไกการให้สินเชื่อแบบเร่งด่วน" หรือ Rapid Financing Facility (RFF) ภายใต้ มาตรการ "Chiang Mai Initiative Multilateralization" (CMIM) เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที เมื่อเผชิญกับความต้องการดุลการชำระเงินที่เร่งด่วนซึ่งเกิดจากช็อกภายนอกที่คาดไม่ถึง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูงจากการขยายตัวของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ และความผันผวนของค่าเงินในภูมิภาค
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติและประเด็นข้างเคียงอีกจำนวนหนึ่งประกอบด้วย
ประเด็นแรก คือการปฏิรูปโครงสร้างเงินทุนของ "Chiang Mai Initiative Multilateralization" หรือ CMIM โดยที่ประชุมได้รับรองแผนงานเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ CMIM ไปสู่รูปแบบการชำระเงินทุนล่วงหน้า (Paid-in Capital: PIC) ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้กับตาข่ายรองรับความปลอดภัยทางการเงินของภูมิภาคและระดับโลกให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ประเด็นที่สอง คือบทบาทของ ASEAN +3 Macroeconomic Research Office หรือ AMRO ในโอกาสครบรอบ 10 ปี โดยสมาชิกได้ร่วมยินดีในโอกาสครบรอบ 10 ปีของสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3ในฐานะที่ปรึกษาด้านนโยบายที่ได้รับความไว้วางใจ พร้อมสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์ "Strategic Direction 2030" เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังความเสี่ยงและการให้คำแนะนำเชิงนโยบายที่แม่นยำ
ประเด็นที่สาม คือการยกระดับตลาดพันธบัตรของภูมิภาค โดยที่ประชุมเห็นชอบให้ยกระดับความคิดริเริ่มพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย (ABMI) ไปสู่ Asian Bond and Financial Markets Initiative (ABFMI) โดยมีจุดประสงค์เพื่อขยายขอบเขตความร่วมมือไปยังเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลายขึ้นนอกเหนือจากแค่พันธบัตร เพื่อการระดมทุนที่มีประสิทธิภาพภายในภูมิภาค
ประเด็นที่สี่ คือแผนรับมือภัยพิบัติ หรือ Disaster Risk Financing and Insurance (DRFI) โดยที่ประชุมรับรองแผนงานดังกล่าวสำหรับ ปี 2026–2028 เพื่อสร้างกรอบการทำงานในการจัดการความเสี่ยงทางการคลังจากภัยธรรมชาติ โดยมีการเปลี่ยนผ่านให้ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) เข้ามาทำหน้าที่เลขานุการถาวรของโครงการนี้
ประเด็นที่ห้า คือนวัตกรรมการเงินดิจิทัล โดยที่ประชุมมีมติพัฒนาการชำระเงินดิจิทัลข้ามพรมแดนและการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Tokenization เพื่อเพิ่มความเชื่อมโยงทางการเงินในภูมิภาค โดยยังคงคำนึงถึงเสถียรภาพและอธิปไตยทางการเงิน
ด้าน นายโจเวน แซด. บัลโบซา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของฟิลิปปินส์ ตอบคำถามจากผู้สื่อข่าวกรุงเทพธุรกิจว่า ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะอาเซียนและหุ้นส่วน มีฐานประชากรขนาดใหญ่และเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง จึงควรเร่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านการ “ปรับให้กฎระเบียบสอดคล้องกัน” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านเศรษฐกิจ การใช้เทคโนโลยี และการเพิ่มผลิตภาพ
เขาย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบการชำระเงินดิจิทัลในระดับภูมิภาค ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยและเอสเอ็มอีสามารถทำธุรกรรมข้ามประเทศได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น เสริมความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจขนาดเล็กในยุคดิจิทัล
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงประเด็นแรงงานข้ามชาติ โดยยกตัวอย่างฟิลิปปินส์ที่มีแรงงานในต่างประเทศกว่า 10 ล้านคน ซึ่งการส่งเงินกลับประเทศ (remittances) เป็นกลไกสำคัญในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและครอบครัว หากระบบการเงินของแต่ละประเทศมีความสอดคล้องกันมากขึ้น จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวกในการโอนเงินข้ามพรมแดน
ทั้งนี้ ยังได้ยกบทเรียนจากวิกฤตการเงินเอเชีย โดยระบุว่าภูมิภาคได้พยายามผลักดันมาตรการและกลไกต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของระบบการเงิน ไม่ให้เกิดวิกฤตซ้ำอีกในอนาคต


