"สปิริต แอร์ไลน์ส" (Spirit Airlines) หนึ่งในสายการบินโลว์คอสต์ยอดนิยมในสหรัฐที่ให้บริการมานานถึง 43 ปี ได้หยุดดำเนินการแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ 2 พ.ค. กลายเป็น "สายการบินรายแรก" ที่ต้องปิดตัวลงเพราะพิษ สงครามอิหร่าน
สายการบินต้นทุนต่ำ รายนี้เริ่มยุติการดำเนินงานเมื่อวันเสาร์ หลังจากล้มเหลวในการเจรจาไม่ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหนี้สำหรับแผนช่วยเหลือของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ท่ามกลางราคาน้ำมันเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงสงครามอิหร่านที่ลากเข้าสู่เดือนที่สามแล้ว นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ.
Spirit Airlines คือใคร ใหญ่แค่ไหน
หากเทียบชั้นกันในกลุ่มสายการบินต้นทุนต่ำหรือสายการบินโลว์คอสต์แล้ว สปิริต แอร์ไลน์ส อาจเรียกได้ว่าเป็น "ขั้นกว่า" หรือ สายการบินต้นทุนต่ำพิเศษ (ultra-low-cost airline) เพราะมุ่งเน้นที่ราคาถูกที่สุดจริงๆ โดยแลกกับการตัดบริการเสริมต่างๆ ออกไป
สปิริต แอร์ไลน์ส สร้างแบรนด์จากค่าโดยสารราคาถูกสำหรับผู้โดยสารที่ยอมไม่รับบริการเสริม เช่น สัมภาระโหลดใต้เครื่องหรือการเลือกที่นั่ง ทำให้เป็นสายการบินที่ครองใจลูกค้าสายเน้นราคา แต่ความต้องการดังกล่าวเริ่มลดลงหลังโควิดซาลง เมื่อผู้โดยสารหันไปให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและประสบการณ์มากขึ้น ส่งผลให้สายการบินต้นทุนต่ำพิเศษต้องเผชิญความยากลำบากในการปรับตัว
ในยุครุ่งเรืองประมาณช่วงปี 2024-2025 สปิริต แอร์ไลน์สเคยครองสัดส่วนเที่ยวบินในประเทศ (สหรัฐ) ถึงราว 5% และมีการจ้างงานประมาณ 17,000 คน ก่อนจะทยอยลดลงมาหลังจากนั้น จนปัจจุบัน สายการบินนี้มีผู้โดยสารภายในประเทศประมาณ 1.7 ล้านคนในเดือนก.พ. คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 3.9% ลดลงจาก 5.1% ในปีก่อน
สปิริต แอร์ไลน์ส มีเที่ยวบินภายในประเทศที่กำหนดไว้ 4,119 เที่ยว ระหว่างวันที่ 1-15 พ.ค. คิดเป็นที่นั่งรวม 809,638 ที่นั่ง ตามข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์การบิน Cirium
สายการบินใหญ่สุดที่ล้มในรอบ 20 ปี
ที่ผ่านมาไม่เคยมีสายการบินสหรัฐที่ใหญ่ขนาดเท่า Spirit ซึ่งเคยมีสัดส่วนเที่ยวบินในประเทศถึง 5% ต้องเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี (ปิดกิจการ) มาก่อนในรอบสองทศวรรษ โดยสปิริต แอร์ไลน์สมีบทบาทสำคัญในการกดราคาค่าโดยสารในตลาดที่ต้องแข่งขันกับสายการบินรายใหญ่
ก่อนหน้านี้ สายการบินขนาดใหญ่เช่น United Airlines เคยยื่นศาลล้มละลายมาก่อนในปี 2002 เพื่อเข้าสู่การฟื้นฟูกิจการ เช่นเดียวกับ Delta Air Lines และ American Airlines แต่สายการบินเหล่านี้สามารถปรับโครงสร้างดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนสายการบินอื่นๆ ที่ต้องปิดกิจการไปก่อนหน้านี้ล้วนเป็นสายการบินขนาดเล็กที่มีส่วนแบ่งการตลาดต่ำกว่าสปิริตมาก เช่น ATA Airlines ในปี 2008
“น่าเสียดายที่แม้ว่าบริษัทจะพยายามอย่างเต็มที่ แต่การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคาน้ำมันและแรงกดดันอื่นๆ ได้กระทบต่อแนวโน้มทางการเงินของ Spirit อย่างมาก” บริษัทระบุในแถลงการณ์ พร้อมประกาศ “ยุติการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ” โดยเที่ยวบินทั้งหมดถูกยกเลิก และบริษัทขอให้ผู้โดยสารไม่ต้องเดินทางไปสนามบิน
การปิดตัวของสปิริต แอร์ไลน์ส จะเป็นประโยชน์ต่อคู่แข่ง เช่น JetBlue Airways และ Frontier Airlines ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนเช่นกัน โดย JetBlue ระบุว่าจะขยายบริการจาก Fort Lauderdale ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลักของสปิริต ด้วยการเพิ่มเส้นทางใหม่ 11 เมือง และเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางเดิม
หลังการประกาศของ Spirit สายการบินรายใหญ่ในสหรัฐได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้โดยสาร โดย Frontier ประกาศส่วนลดทั้งระบบและเพิ่มเส้นทางฤดูร้อน JetBlue เสนอค่าโดยสาร 99 ดอลลาร์จนถึงวันพุธ Southwest เปิดตัวค่าโดยสารราคาพิเศษ United จำกัดราคาตั๋วเที่ยวเดียว และ American เพิ่มตัวเลือกค่าโดยสารพร้อมพิจารณาเพิ่มความจุในเส้นทางหลัก
เหยื่อการบินรายแรกจากสงครามอิหร่าน
ทั้งนี้ สายการบินทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันเครื่องบินที่พุ่งขึ้น หลังการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่านทำให้การจราจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก นับเป็นวิกฤติหนักสุดของอุตสาหกรรมการบินนับตั้งแต่โควิด-19 โดยสปิริตเองก็ประสบปัญหาขาดทุนอยู่แล้วก่อนเกิดภาวะช็อกด้านต้นทุนเชื้อเพลิง
“โดยทั่วไปแล้ว ผลกระทบต่อเนื่องจากสงครามหากไม่ถูกควบคุม อาจผลักธุรกิจที่เปราะบางอื่นๆ ให้ล้มลง และสร้างภาระอย่างรุนแรงต่อครัวเรือนและเศรษฐกิจที่เปราะบาง” โมฮัมเหม็ด เอลเอเรียน นักเศรษฐศาสตร์และนักวิจัยอาวุโสจาก Wharton School กล่าว
เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าแรงกระแทกราคาน้ำมันจากสงครามได้กระชากจุดอ่อนของสายการบินที่เปราะบางอยู่แล้ว โดยแผนปรับโครงสร้างเดิมของ Spirit ตั้งสมมติฐานราคาน้ำมันเครื่องบินไว้ที่ประมาณ 2.24 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในปี 2026 และ 2.14 ดอลลาร์ในปี 2027
แต่ภายในสิ้นเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ราคากลับพุ่งขึ้นถึงราว 4.51 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ทำให้สายการบินไม่สามารถอยู่รอดได้หากไม่มีเงินทุนใหม่ โดยต้นทุนเชื้อเพลิงคิดเป็นประมาณ "หนึ่งในสี่" ของค่าใช้จ่ายดำเนินงานของสายการบิน
ฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีคมนาคมสหรัฐ กล่าวกับรอยเตอร์สว่า เขาพยายามให้สายการบินหลายแห่งเข้าซื้อ Spirit แต่ไม่มีผู้สนใจ ขณะที่เจ้าหนี้รายหนึ่งกล่าวว่า
“รัฐบาลทรัมป์พยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วย Spirit แต่คุณไม่สามารถชุบชีวิตศพได้”
ก่อนหน้านี้ Spirit ได้บรรลุข้อตกลงกับเจ้าหนี้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถออกจาก "การล้มละลายครั้งที่สอง" ได้ภายในปลายฤดูใบไม้ผลิหรือต้นฤดูร้อน แต่การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันเครื่องบินได้ทำลายแผนดังกล่าว ทำให้ประมาณการต้นทุนผิดเพี้ยน และซับซ้อนต่อกระบวนการออกจากภาวะล้มละลาย
เมื่อเดือนที่แล้ว ทรัมป์กล่าวว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาซื้อกิจการสายการบินดังกล่าวใน “ราคาที่เหมาะสม” ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่รัฐบาลเข้าแทรกแซงภาคธุรกิจโดยตรง ต่อจากกรณีเข้าถือหุ้น 10% ใน Intel และการลงทุนในบริษัทเหมืองแร่สำคัญของสหรัฐ
วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า รัฐบาลเสนอเงินทุน 500 ล้านดอลลาร์ แลกกับใบสำคัญแสดงสิทธิเทียบเท่าหุ้น 90% ของ Spirit แต่สุดท้ายก็มีความเห็นไม่ตรงกันภายในรัฐบาลเกี่ยวกับรูปแบบและความเหมาะสมของการอัดฉีดเงินช่วยเหลือ และไม่มีนักลงทุนสนใจซื้อกิจการ จนนำไปสู่การปิดตำนาน Ultra-low-cost airline รายนี้
ที่มา: Reuters


