วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน 2569

Login
Login

เปิดงบ 4 บิ๊กเทคไตรมาสแรก กำไรทะลุเป้า ดันตลาดหุ้นสหรัฐทะยาน

เปิดงบ 4 บิ๊กเทคไตรมาสแรก กำไรทะลุเป้า ดันตลาดหุ้นสหรัฐทะยาน

ในไตรมาสแรกของ ปี 2026 นี้ บรรดาบิ๊กเทค ทั้ง Amazon, Alphabet (Google), Microsoft และ Meta ต่างออกมาโชว์ฟอร์มโหด รายได้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ทุกคน โดยมีประเด็นสำคัญที่เหมือนกันคือ "คนอยากใช้ AI มากจนผลิตให้ไม่ทัน" ทำให้ทั้ง 4 บริษัทต้องเร่งควักกระเป๋าลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มแบบจัดเต็ม

Amazon 

ในไตรมาสนี้ ทั้ง 4 บริษัทมีรายได้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยมีการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

Amazon ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นโดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 1.815 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับปีก่อน แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากธุรกิจคลาวด์ของ Amazon Web Services (AWS) ที่ทำรายได้ไป 3.76 หมื่นล้านดอลลาร์ เติบโตขึ้น 28% 

แอนดี้ แจสซี่ ซีอีโอ ระบุว่าการลงทุนด้าน AI ของลูกค้าเป็นตัวเร่งให้ความต้องการบริการหลักของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้ Amazon ยังคงยืนยันแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ 200,000 ล้านดอลลาร์ ตามเป้าเดิม

อย่างไรก็ตาม แม้ผลงานจะดีแต่ราคาหุ้นหลังปิดตลาดกลับปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 2% เนื่องจากความกังวลเรื่องงบลงทุนที่สูงขึ้น

Alphabet  

อัลฟาเบท (Alphabet) บริษัทแม่ของ กูเกิล (Google) รายงานรายได้รวม 1.099 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 22%  

ไฮไลท์อยู่ที่ธุรกิจ Google Cloud ที่รายได้พุ่งสูงถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเติบโตกว่า 63% นอกจากนี้ยอดสั่งซื้อบริการคลาวด์คงค้างยังกระโดดขึ้นเกือบเท่าตัวจาก 2.40 แสนล้านดอลลาร์ เป็น 4.60 แสนล้านดอลลาร์ ภายในไตรมาสเดียว ส่งผลให้บริษัทปรับเพิ่มงบลงทุนในปี 2026 ขึ้นเป็น 180,000 - 190,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเร่งขยายกำลังการผลิตให้ทันต่อความต้องการ

ซุนดาร์ พิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอัลฟาเบท ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยกล่าวว่า AI กำลัง "ส่องสว่างในทุกส่วนของธุรกิจ" ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือเสริม แต่เป็นหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนทุกผลิตภัณฑ์ของ Google ให้มีประสิทธิภาพและสร้างรายได้มหาศาลอย่างต่อเนื่อง

ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนส่งผลให้ราคาหุ้นของอัลฟาเบททะยานขึ้นอย่างรุนแรง โดยในปีที่ผ่านมาหุ้นพุ่งขึ้นถึง 65% และขยับขึ้นอีกประมาณ 10% ในช่วงต้นปี 2026 นี้ ความร้อนแรงดังกล่าวทำให้บริษัทก้าวเข้าสู่ทำเนียบธุรกิจที่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับเดียวกับยักษ์ใหญ่ด้านชิปอย่างอินวิเดีย (Nvidia) ที่เคยทำไว้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา  

Microsoft 

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) โชว์ความแข็งแกร่งด้วยรายได้ 82.9 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 18% ขณะที่ธุรกิจคลาวด์ซึ่งรวมถึง Azure เติบโตอย่างต่อเนื่องที่ 40% ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า 

เอมี่ ฮูด  ซึ่งเป็น CFO ระบุว่าความต้องการของลูกค้านั้นพุ่งสูงจนเกินขีดความสามารถในการประมวลผลที่มีอยู่ ทำให้ไมโครซอฟท์ตัดสินใจประกาศแผนลงทุนในปีนี้สูงถึง 190,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 61% จากปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 147,000 ล้านดอลลาร์อย่างมาก

Meta  

แม้ราคาหุ้น เมตา แพลตฟอร์ม (Meta Platforms) บริษัทแม่ของอินสาแกรมและเฟสบุ๊ค  จะปรับตัวลงหลังประกาศงบ แต่ในแง่รายได้ถือว่าเติบโตเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 โดยทำไปได้ 5.63 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 33% 

ทั้งนี้ ซูซาน ลี ซึ่งเป็น CFO ของบริษัทยอมรับว่าบริษัทประเมินความต้องการใช้ AI ต่ำเกินไปมาโดยตลอด จึงได้ปรับเพิ่มงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขึ้นเป็น 125,000 - 145,000 ล้านดอลลาร์ จากเดิม 115,000 - 135,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับการประมวลผลที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต

มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมตา แสดงความชัดเจนที่จะเดินหน้าลงทุนมหาศาลเพื่อเป้าหมายในการมอบ "AI ขั้นสูงส่วนบุคคล" ให้กับผู้คนหลายพันล้านคน  

ล่าสุด ได้เปิดตัวโมเดลแรกจาก Meta Superintelligence Labs รวมถึงโมเดล Muse Spark ที่เปิดให้ใช้งานฟรีผ่าน meta.ai อแต่นักลงทุนยังคงกังขาว่ากลยุทธ์การสร้างรายได้ผ่านโมเดลแบบใช้งานฟรีควบคู่กับระบบสมาชิกแบบชำระเงิน และการใช้ AI เอเจนต์ช่วยจัดการงานซับซ้อน จะสามารถสร้างกำไรได้คุ้มค่ากับการลงทุนหลักแสนล้านดอลลาร์หรือไม่

Nasdaq พุ่งรับความหวังงบ Big Tech

บรรยากาศการซื้อขายล่วงหน้าในเช้าวันพุธที่ 29 เมษายน 2569 เต็มไปด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี  

ดัชนี Nasdaq 100 Futures ปรับตัวเพิ่มขึ้น 98.75 จุด มาอยู่ที่ระดับ 27,267.50 จุด ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นที่โดดเด่นกว่าดัชนีอื่น

ในวันนี้ตลาดกำลังเผชิญกับบททดสอบสำคัญจาก 2 ปัจจัยหลักที่เกิดขึ้นพร้อมกัน คือ การพิสูจน์ความคุ้มค่าของการลงทุน AI และ การรอคอยทิศทางดอกเบี้ยจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า Fed จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม

บริษัทเทคโนโลยีทั้ง 4 ราย ได้แก่ Amazon, Meta, Microsoft และ Alphabet ไม่ได้เป็นเพียงบริษัททั่วไป แต่เป็นผู้กุมชะตาของตลาดหุ้นสหรัฐ เนื่องจากทั้ง 4 บริษัทมีมูลค่ารวมกันกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 17% ของดัชนี S&P 500 ทั้งหมด

อ้างอิง bloomingbit CNBC