วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน 2569

Login
Login

ราคาน้ำมันพุ่ง พ่นพิษตลาด ‘บอนด์เอเชีย’ เสี่ยงถูกเทขายหนัก

ราคาน้ำมันพุ่ง พ่นพิษตลาด ‘บอนด์เอเชีย’ เสี่ยงถูกเทขายหนัก

ราคาน้ำมันพุ่ง พ่นพิษตลาด ‘บอนด์เอเชีย’ เสี่ยงถูกเทขายหนัก ตัวเลขชี้ยิ่งสงครามลากยาว บอนด์ยีลด์ยิ่งพุ่งแรง ตลาดจับตาดอกเบี้ยนโยบาย-เงินเฟ้อ

บลูมเบิร์กรายงานว่า ราคาน้ำมัน ที่ทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่อาจฉุดให้ “ราคาพันธบัตร” ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ของเอเชียร่วงลงอย่างรุนแรง นักวิเคราะห์เตือนว่า ความเสี่ยงนี้ยังไม่ได้ถูกสะท้อนเข้าไปในราคาตลาดปัจจุบันอย่างเต็มที่ ซึ่งหากราคาน้ำมันยังไม่ลด ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ของประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคนี้มีแนวโน้มจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น

จากการศึกษาข้อมูลเชิงสถิติของ Bloomberg พบว่า ยิ่งราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ขยับขึ้นทุกๆ 10% จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของเอเชียเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 0.16% โดยเฉพาะเมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 ความเปราะบางของตลาดพันธบัตรจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

แอนโทนี เคตเทิล ผู้เชี่ยวชาญจาก RBC Bluebay Asset Management ระบุว่านักลงทุนในตลาดยังมองโลกในแง่ดีเกินไปและยังไม่ได้เตรียมรับมือกับความเสื่อมถอยของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ หากความไม่สงบในตะวันออกกลางไม่จบลง

นอกจากนี้เขายังเตือนถึงผลกระทบลูกโซ่ที่ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องพลังงาน แต่ยังรวมไปถึงการขาดแคลนปิโตรเคมีและปุ๋ย ซึ่งอาจกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะ "เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจหยุดชะงัก" (Stagflation) ได้ในที่สุด

สถิติย้อนหลังชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ปฏิกิริยาของตลาดพันธบัตรต่อราคาน้ำมันจะรุนแรงขึ้นตามเข็มนาฬิกา ในช่วงเดือนแรกของการเกิดวิกฤติ ผลตอบแทนพันธบัตรอาจขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยแค่ 0.02%

แต่ถ้าปัญหายังลากยาวไปถึงสัปดาห์ที่ 12 ผลกระทบจะดีดตัวขึ้นสูงถึง 0.16% เนื่องจากรัฐบาลหลายประเทศต้องแบกรับภาระการคลังเพิ่มขึ้นจากการอุดหนุนราคาน้ำมันเพื่อลดแรงต้านจากประชาชน นำไปสู่การออกพันธบัตรใหม่ที่มากขึ้นจนล้นตลาด

ในปัจจุบัน ฟิลิปปินส์ กลายเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในเอเชีย โดยธนาคารกลางส่งสัญญาณชัดเจนว่าอาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกเพื่อสกัดเงินเฟ้อจากน้ำมัน 

ขณะที่ประเทศอื่นๆ อย่างไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหากเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดกั้น

ในสัปดาห์หน้า ตลาดการเงินทั่วโลกจะมุ่งเน้นไปที่การรายงานตัวเลขเงินเฟ้อเดือนเมษายนของกลุ่มประเทศเอเชีย รวมถึงไทยและเกาหลีใต้ เพื่อประเมินว่าธนาคารกลางแต่ละแห่งจะตัดสินใจอย่างไรกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย 

ชิ-เฉา หลิน นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารคาเธย์ ยูไนเต็ด ให้ความเห็นว่าผลกระทบที่แท้จริงจะเริ่มเห็นชัดในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า และหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายภายในสิ้นเดือนพ.ค. เราอาจได้เห็นการประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในหลายประเทศแถบอาเซียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้