ทรัมป์เลือกใช้ ‘การปิดล้อมทางเรือระยะยาว’ เป็นเครื่องมือกดดันเตหะรานแทนการกลับไปทิ้งระเบิด หวังตัดรายได้จากน้ำมันและบีบให้อิหร่านยอมถอย แต่เกมนี้ไม่เพียงเสี่ยงยืดสงคราม ยังอาจลากโลกเข้าสู่วิกฤติพลังงานครั้งใหม่
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ ได้สั่งให้ทีมที่ปรึกษาเตรียมพร้อมสำหรับ การปิดล้อมทางเรือ ระยะยาว ใน ช่องแคบฮอร์มุซ ตามรายงานของ The Wall Street Journal
ในการประชุมกับที่ปรึกษาระดับสูง ทรัมป์ตัดสินใจเดินหน้ากดดันความสามารถของอิหร่านในการส่งออกน้ำมันต่อไป ด้วยการ “สกัดเรือทุกลำ” ที่มุ่งหน้าเข้าออกท่าเรือของอิหร่าน โดยเขามองว่า นี่เป็นทางเลือกที่ “เสี่ยงน้อยกว่า” เมื่อเทียบกับการกลับไปทิ้งระเบิดอีกครั้ง หรือการถอนสหรัฐออกจากความขัดแย้งทั้งหมด
การตัดสินใจนี้สะท้อนว่า สหรัฐอาจกำลังก้าวเข้าสู่ “ภาวะยืดเยื้อ” ที่การสู้รบหยุดลงเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังไม่มีข้อยุติถาวร และสถานะการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ปัจจุบัน สหรัฐกำลังสกัดเรือที่เดินทางเข้าออกท่าเรืออิหร่าน เพื่อบีบรายได้จากการส่งออกน้ำมัน ขณะที่อิหร่านยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อเรือเกือบทุกประเภท
ก่อนหน้านี้ในวันอังคาร ทรัมป์เปิดเผยว่า อิหร่านได้ร้องขอให้สหรัฐยกเลิกการปิดล้อมทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจายุติสงครามที่ดำเนินมานานสองเดือน และส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุปทานพลังงานโลก
ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่า เตหะรานต้องการให้เส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซสำคัญแห่งนี้กลับมาเปิดใช้งาน “โดยเร็วที่สุด” พร้อมระบุว่าอิหร่านกำลังอยู่ใน “ภาวะใกล้ล่มสลาย”
ด้านอิหร่านส่งสัญญาณว่า อาจยอมรับ “ข้อตกลงชั่วคราว” เพื่อเปิดช่องแคบอีกครั้ง แลกกับการที่วอชิงตันยุติการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน และเลื่อนการเจรจาที่ซับซ้อนกว่าเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ออกไปก่อน
อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังยืนยันว่า จะต้องมีอำนาจควบคุมบางส่วนเหนือการเดินเรือผ่านช่องแคบ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สหรัฐแทบไม่มีทางยอมรับ
รายงานระบุว่า ทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว โดยมองเป็นสัญญาณว่า อิหร่านไม่ได้เจรจาอย่างจริงใจ
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า ข้อเสนอของอิหร่านในการยุติสงคราม “ดีกว่าที่เราคิดไว้” แต่ทำเนียบขาวยังมีข้อสงสัยว่า ผู้ที่ยื่นข้อเสนอดังกล่าว มีอำนาจตัดสินใจจริงหรือไม่ ซึ่งสะท้อนมุมมองเดิมของสหรัฐว่า ผู้นำอิหร่านยังมีความเห็นแตกแยกเกี่ยวกับแนวทางการเจรจา
ทั้งนี้ ผู้นำหลายประเทศเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อทางตันทางการทูต และการปิดเส้นทางเดินเรือแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนำไปสู่การปันส่วนเชื้อเพลิงในหลายพื้นที่ของเอเชียและแอฟริกา รวมถึงความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
อ้างอิง: bloomberg


