การตัดสินใจช็อกโลกของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ถอนตัวออกจากกลุ่มโอเปก เล่นเอากลุ่มพันธมิตรที่อยู่ร่วมกันมายาวนานหกทศวรรษทำอะไรไม่ถูก ในช่วงที่ตลาดน้ำมันโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สมาชิกกลุ่มประเทศส่งออกน้ำมัน “โอเปก” ถึงกับตื่นตะลึงเมื่อวันอังคาร (28 เม.ย.69) เมื่อความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลอาบูดาบีกับซาอุดีอาระเบียที่ระอุมานานกลับปะทุขึ้นด้วยการที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับสามของโอเปกจะลาออกจากกลุ่มในวันที่ 1 พ.ค.69
สำหรับโอเปก และพันธมิตร การถอนตัวครั้งนี้จะลดทอนความสามารถในการบริหารจัดการราคาน้ำมันด้วยการปรับอุปทานขึ้นลงของโอเปก ในขณะเดียวกันยูเออีก็กลายเป็นผู้เล่นที่คาดการณ์ไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งยูเออีไม่เห็นด้วยกับการจำกัดเพดานการผลิตของโอเปกมานานแล้ว แถมเหตุยังมาเกิดตอนที่ตลาดโลกกำลังผันผวนอย่างหนัก
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ การผลิตน้ำมันจากยูเออี และประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซียถูกจำกัดอย่างมากจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกต้องการน้ำมันอย่างเร่งด่วน เท่ากับว่าโควตาของโอเปกไร้ความหมาย แต่พอน้ำมันทำท่าว่าจะขนส่งได้อีกครั้ง ยูเออีก็มาประกาศถอนตัวจากกลุ่มซึ่งอาจนำไปสู่การแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด และการแข่งขันด้านราคาครั้งใหม่ในอนาคต ขณะนี้ทางการได้ส่งสัญญาณความตั้งใจเพิ่มเพดานการผลิตแล้ว
สมาชิกโอเปกหลายรายเผยว่า ไม่น่าจะมีประเทศอื่นๆ แห่ถอนตัวตามยูเออี แต่การออกไปของสมาชิกผู้ทรงอิทธิพลที่สุดรายหนึ่งก็ก่อให้เกิดคำถามต่อโอเปกในภาพกว้าง
อำนาจของโอเปกลดน้อยถอยลงในช่วงปีหลังๆ เมื่อผลผลิตใหม่ๆ ออกมาท่วมตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหินน้ำมันของสหรัฐ เล่นเอาซาอุดีอาระเบียซึ่งวางสถานะตนเองเป็นผู้ดูแลตลาดโลกต้องพยายามควบคุมสมาชิกที่ผลิตล้นเกิน ขณะเดียวกันสมาชิกรายเล็กก็ทยอยออกจากกลุ่มในทศวรรษที่ผ่านมา
“อำนาจต่อตลาดของโอเปกจะหายไป การออกไปของยูเออีจะบั่นทอนความน่าเชื่อถือของกลุ่ม เพราะผลผลิตของยูเออีมีสัดส่วนมากเมื่อเทียบกับขีดความสามารถของโอเปกโดยรวม” เกร็ก บรูว์ นักวิเคราะห์จากบริษัทที่ปรึกษายูเรเชีย กรุ๊ป ประเมินจากการพูดคุยกับคนวงในผู้ไม่เปิดเผยตัวตนราว 12 คน
หลายคนบอกว่า ยูเออีคิดเรื่องออกจากโอเปกมาหลายปีแล้ว ย้อนไปตั้งแต่เริ่มทศวรรษ 2020 เมื่อความโกลาหลของโควิด-19 ทำให้นโยบายน้ำมันของรัฐบาลอาบูดาบีกับริยาดที่เคยเป็นพันธมิตรกันมานานต้องร้าวฉาน
ความตึงเครียดนี้สะท้อนถึงมุมมองที่แตกต่าง ยูเออีต้องการใช้ประโยชน์จากการมีทรัพยากรไฮโดรคาร์บอนให้ได้มากที่สุดก่อนถึงจุดเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ซาอุดีอาระเบียต้องการจัดการ การผลิต และราคาน้ำมันดิบอย่างระมัดระวัง สองแนวทางนี้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการแข่งขันเพื่อแย่งชิงบทบาทศูนย์กลางธุรกิจในตะวันออกกลาง และการขยายอิทธิพลทางการเมืองไปทั่วภูมิภาค
ท่าทีของยูเออีถูกกำหนดโดยสุลต่านอัล จาเบอร์ บุคคลสำคัญผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี ผู้ไม่ค่อยพอใจกับการกำหนดโควตาของโอเปกพลัส
เนื่องจากยูเออีได้ลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ไปหลายพันล้านดอลลาร์ จึงอยากได้ผลตอบแทนจากการลงทุนนั้น และเพิ่มผลผลิตเกินกว่าโควตาที่กำหนดไว้ เป็นเหตุให้ซาอุดีอาระเบียออกมาตำหนิอย่างเปิดเผย ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก รัฐบาลอาบูดาบีจึงเปรยเรื่องการถอนตัวออกจากโอเปกแต่ก็ไม่เคยทำอย่างที่พูด
ซูเฮล อัล มัซรูอี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เคยให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่า ยูเออีเร่งมือเตรียมการออกจากโอเปกเมื่อราวสิ้นปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆ คือ สงครามในอิหร่าน
ผลของการปิดช่องแคบฮอร์มุซทางน้ำสำคัญเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับตลาดโลก บีบให้ผู้ผลิตในพื้นที่ทั้งซาอุดี ยูเออี อิรัก และคูเวต ต้องหยุดการผลิตอย่างน้อย 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 10% ของอุปทานน้ำมันโลกตามข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ)
มัซรูอี กล่าวว่า เมื่อผลผลิตตึงตัวอยู่แล้ว การปิดช่องแคบก็เท่ากับว่าการที่ยูเออีออกจากโอเปกพลัสไม่ได้สร้างความเสียหายมากนัก และเมื่อออกไปแล้วยูเออีจะสามารถตอบสนองการบริโภคพลังงานที่ฟื้นตัวหลังสงครามโดยไม่ต้องถูกโอเปกพลัสจำกัดโควตา
“หากการผลิตน้ำมันอยู่นอกเหนือการควบคุมของกลุ่ม อาจทำให้ราคาน้ำมันลดลงในช่วงสามถึงห้าปีข้างหน้านั่นไม่ได้หมายความว่ากลุ่มโอเปกพลัสไม่สามารถบริหารจัดการตลาดได้อีกต่อไป แต่สิ่งที่น่ากังวลหลักคือ การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งถอนตัวออกไป อาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ โดยประเทศอื่นๆ อาจทำตามอาบูดาบี นั่นคือ คำถามที่สำคัญที่สุดของผม” เคลย์ตัน ซีเกิล นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์ยุทธศาสตร์ และการระหว่างประเทศศึกษา กล่าว
ความสำคัญของโอเปกอยู่ที่ความพร้อมในการรักษาสมดุลตลาดน้ำมัน โดยเฉพาะการลดกำลังการผลิตเมื่อการบริโภคลด เช่น ระหว่างวิกฤติการเงินปี 2008 และการระบาดของโควิดในปี 2020
ในอนาคต ความรับผิดชอบในการรักษาสมดุลระหว่างอุปทาน และอุปสงค์จะตกอยู่กับกลุ่มประเทศสมาชิกโอเปกพลัสที่เหลือน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งนำโดยซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ในขณะที่ริยาดแบกรับภาระในการปรับอุปทานในอนาคต ความมุ่งมั่นของประเทศสมาชิกรายใหญ่ถัดไปในกลุ่มโอเปกพลัส เช่น อิรัก คาซัคสถาน และรัสเซีย กลับไม่น่าเชื่อถือเท่ากับซาอุดีอาระเบีย
ก่อนหน้านี้ซาอุดีอาระเบีย ส่งสัญญาณหงุดหงิดที่ตนเองเสียส่วนแบ่งการตลาดไป หลังพันธมิตรบางรายไปร่วมผลิตน้ำมันเพิ่มกับกลุ่มพันธมิตรอื่นทั่วโลก ปีก่อนราชอาณาจักรแห่งนี้นำพันธมิตรโอเปกพลัสเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่หันมาเพิ่มอุปทาน ละทิ้งยุทธศาสตร์รักษาราคาที่เคยใช้มายาวนาน
กระนั้น ขณะที่อาบูดาบีขยายเพดานการผลิตอย่างรวดเร็ว และใฝ่ฝันอยากเพิ่มอุปทานอีกก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะผลิตเพิ่มได้อีกเท่าใด ประมาณการ การผลิตของยูเออีแตกต่างกันอย่างมาก แต่นักวิเคราะห์ และนักค้าหลายรายเชื่อว่า ก่อนสงคราม ยูเออีผลิตใกล้ถึงระดับสูงสุดแล้ว ตามข้อมูลของไออีเอ เดือนก.พ.ผลิต 3.64 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงกว่าตัวเลขทางการ แต่นักค้าหลายคนเชื่อว่า ตัวเลขจริงยังคงสูงกว่านี้
“ยูเออีผลิตเต็มกำลังมานานมากแล้ว พวกเขาไม่สนใจโควตาของโอเปกพลัส จะว่าไปแล้วซาอุดีอาระเบียคือ คนที่รักษาสมดุลตลาด สุดท้ายแล้วโอเปกก็คือ ซาอุดีอาระเบียนั่นเอง” แกรี รอส ที่ปรึกษาด้านน้ำมันตัวฉกาจ ผู้ผันตัวมาเป็นผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ “แบล็กโกลด์อินเวสเตอร์” ให้ความเห็น
บลูมเบิร์กมองว่า การออกไปของยูเออีไม่ทำให้โอเปกล่มในทันที หลายประเทศในโอเปกพลัสที่มีรัสเซีย และคาซัคสถานรวมอยู่ด้วย กล่าวว่า ยังไม่มีแผนถอนตัวตามยูเออี หรือมองว่าจะกระตุ้นให้เกิดการแห่ลาออกตาม
บททดสอบที่แท้จริงว่าโอเปกยังคงแข็งแกร่งอยู่แค่ไหน จะเกิดขึ้นในครั้งต่อไปที่โอเปกต้องเข้ามาแทรกแซง และควบคุมตลาด เนื่องจากสงครามกับอิหร่าน โลกจึงต้องการน้ำมันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ไปอีกระยะหนึ่ง แม้หลังจากช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญจะเปิดอีกครั้งก็ตาม
“ยังไม่ชัดเจนว่าน้ำมันจะล้นตลาดถึงขนาดต้องควบคุมอุปทานอีกเมื่อไหร่ อาจจะอีกหลายปีข้างหน้าก็เป็นได้” บ็อบ แมคแนลลี ประธาน Rapidan Energy Group อดีตเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวสรุป
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


