วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน 2569

Login
Login

อเมริกันส่วนใหญ่ ‘โทษทรัมป์’ ต้นเหตุ ‘ทำน้ำมันแพง’

อเมริกันส่วนใหญ่ ‘โทษทรัมป์’ ต้นเหตุ ‘ทำน้ำมันแพง’

สงครามอิหร่านกลายเป็น ‘ระเบิดเวลาการเมือง’ ของทรัมป์ เมื่อราคาน้ำมันพุ่ง ชาวอเมริกันส่วนใหญ่เริ่ม ‘โยนความผิด’ ตรงไปที่ผู้นำสหรัฐ ไม่เพียงแต่คะแนนนิยมของทรัมป์ร่วง แต่ยังเสี่ยงฉุดพรรครีพับลิกันให้แพ้เลือกตั้งกลางเทอม

ผลสำรวจของ Reuters/Ipsos ชี้ว่า ชาวอเมริกัน “ส่วนใหญ่” มองว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ต้องรับผิดชอบต่อ “ราคาน้ำมันเบนซินที่แพงขึ้น” ซึ่งกำลังกดดันพรรครีพับลิกันของเขาก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสภาคองเกรสในเดือนพฤศจิกายน

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนแล้วราว 77% ในผลสำรวจ ระบุว่า ทรัมป์ต้องรับผิดชอบต่อการปรับขึ้นของราคาพลังงานล่าสุด ซึ่งมีชนวนจากการตัดสินใจเปิดสงครามกับอิหร่าน

มุมมองดังกล่าว พบได้ในทุกกลุ่มการเมือง โดย 55% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายรีพับลิกัน, 82% ของกลุ่มอิสระ และ 95% ของฝ่ายเดโมแครต ต่างชี้ว่า ประธานาธิบดีคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อค่าครองชีพด้านพลังงานที่สูงขึ้น

ขณะเดียวกัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 58% รวมถึงรีพับลิกัน 1 ใน 5 และผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระสองในสาม ระบุว่า พวกเขามีแนวโน้ม “น้อยลง” ที่จะสนับสนุนผู้สมัครในการเลือกตั้งกลางเทอม หากผู้สมัครคนนั้นสนับสนุนแนวทางของทรัมป์ต่อความขัดแย้งกับอิหร่าน

“ตอนนี้สถานการณ์ไม่ดีเลย ผู้คนกำลังไม่พอใจ” ซาราห์ แชมเบอร์เลน นักยุทธศาสตร์การเมืองและประธาน Republican Main Street Partnership ซึ่งสนับสนุนนักการเมืองสายอนุรักษนิยมกล่าว

“รีพับลิกันกังวลอย่างชัดเจนกับการรักษาสภาผู้แทน แต่ถ้าเราผ่านสถานการณ์อิหร่านไปได้ภายในช่วงฤดูร้อน และราคาน้ำมันลดลง หรืออย่างน้อยลดลงแม้อาจไม่กลับไปต่ำเท่าก่อนสงคราม ฉันคิดว่าเรายังมีโอกาสดีมาก”

ผลสำรวจ Reuters/Ipsos ยังพบว่า ชาวอเมริกัน 77% มองว่า “ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง” เป็นเรื่องน่ากังวลอย่างมาก และผู้ตอบแบบสอบถามมีแนวโน้มคาดว่า ราคาน้ำมันจะ “เพิ่มขึ้นในปีหน้า” มากกว่าคาดว่าจะลดลงมากกว่าสองเท่า

“ทรัมป์ทำให้เรื่อง ‘ค่าครองชีพต้องถูกลง’ และ ‘ราคาสินค้าต้องลดลง’ เป็นหัวใจสำคัญของแนวคิด Make America Great Again แต่เมื่อทุกอย่างในประเทศ ‘กลับแพงขึ้นเรื่อย ๆ’ ก็ยิ่งทำให้การหาเหตุผลมาสนับสนุนนโยบายนี้ เป็นเรื่องยาก” เอริน แม็กไกวร์ นักยุทธศาสตร์จากพรรครีพับลิกันกล่าว


อ้างอิง: reuters