‘ข้าวสาลีสหรัฐ’ ส่งสัญญาณเตือนใหม่ต่อเศรษฐกิจโลก หลังภัยแล้งลุกลามกินพื้นที่เพาะปลูกกว่า 70% ดันราคา ‘แพงสูงสุด’ ในรอบเกือบ 2 ปี ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามอิหร่านที่ทำให้ต้นทุนพลังงานและปุ๋ยทะยานขึ้น ซ้ำเติมความเสี่ยงเงินเฟ้ออาหารทั่วโลก
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ราคา “ข้าวสาลี” ของสหรัฐพุ่งขึ้นสู่ “ระดับสูงสุด” ในรอบเกือบ 2 ปี โดยขณะนี้ราว 70% ของพื้นที่เพาะปลูกอยู่ภายใต้ภาวะแห้งแล้ง
การปรับขึ้นของราคาครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่ “เงินเฟ้อด้านอาหาร” ทั่วโลกมีแนวโน้มเร่งตัว จากสภาพอากาศที่เลวร้ายในหลายพื้นที่ทั่วโลก รวมถึง “ต้นทุนปุ๋ยและเชื้อเพลิงที่พุ่งสูง” จากสงครามอิหร่าน โดยดัชนี Bloomberg Agriculture Spot Index ซึ่งติดตามสินค้าเกษตร 10 ชนิด รวมถึงข้าวสาลีฮาร์ดเรด อยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี
รายงาน Hightower ระบุในบันทึกว่า “บรรดาเทรดเดอร์อาจเริ่มตระหนักแล้วว่า ความเสียหายของผลผลิตมีแนวโน้มไม่สามารถฟื้นกลับได้ และการลดลงของผลผลิตเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้อาจมีฝนตกเพิ่มเติมก็ตาม”
ข้อมูลสภาพผลผลิตข้าวสาลีฤดูหนาวล่าสุดจากกระทรวงเกษตรสหรัฐ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 19 เมษายน พบว่า พื้นที่เพาะปลูกที่อยู่ในสภาพดีหรือดีเยี่ยม “ลดลงเหลือ 30%” จาก 34% ในสัปดาห์ก่อน และ 45% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ศูนย์ National Drought Mitigation Center ปรับเพิ่มสัดส่วนพื้นที่ข้าวสาลีฤดูหนาวที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง “เป็น 70%” ณ วันที่ 21 เมษายน เทียบกับ 50% เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์
สมาคมข้าวสาลี Kansas Wheat ระบุว่า ช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนเป็นช่วงสำคัญต่อการพัฒนาของข้าวสาลี และหากไม่ได้รับความชื้นเพิ่มเติม พืชบางส่วนจะเร่งการเจริญเติบโตเร็วกว่าปกติ ซึ่งอาจยิ่งทำให้ผลผลิตลดลง
“กระบวนการดังกล่าว จะทำให้ช่วงการเติมเมล็ดสั้นลง และลดศักยภาพผลผลิต ส่งผลให้เมล็ดมีขนาดเล็กลง น้ำหนักลดลง และในกรณีรุนแรง อาจเกิดรวงเปล่าที่ไม่มีเมล็ด” สมาคม Kansas Wheat ระบุในบันทึก
อ้างอิง: bloomberg





