บิ๊กเทคเลย์ออฟครั้งใหญ่ รวมหลายหมื่นคน ‘เมตา’ ปลดราว 8,000 คน แถมไม่รับเพิ่ม ส่วน ‘ไมโครซอฟท์’ เสนอเกษียณอายุโดยสมัครใจให้พนง.7%
หลังบริษัทต้องการโยกงบกว่าแสนล้านดอลลาร์ไปลงทุน AI แทน
วันนี้ (24 เม.ย.) ตลาดงานในสหรัฐเผชิญข่าวการ "เลิกจ้าง" จาก 2 บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ อย่าง "เมตา" บริษัทแม่ของเฟซบุ๊คและ อินสตาแกรมและ "ไมโครซอฟท์" ที่ประกาศการปลดพนักงานรวมกว่าหมื่นคน
'เมตา' ลดพนักงาน 10%
สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า Meta บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram เตรียมปรับลดพนักงานประมาณ 10% หรือราว 8,000 คน ในเดือนหน้า โดยมีการแจ้งพนักงานผ่านบันทึกภายในเมื่อวานนี้(23เม.ย.)
นอกจากนี้ บริษัทยังตัดสินใจระงับการรับสมัครพนักงานใหม่ในตำแหน่งว่างอีก ประมาณ 6,000 ตำแหน่ง
สาเหตุหลักของการปลดพนักงานครั้งนี้คือ Meta ต้องการโยกงบประมาณไปลงกับโปรเจกต์ AI ซึ่งปีนี้ตั้งงบไว้สูงถึง 1.35 แสนล้านดอลลาร์ ประมาณ 4.8 ล้านล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้สูงพอๆ กับงบด้าน AI ตลอด 3 ปีที่ผ่านมารวมกันเลยทีเดียว
ด้านโฆษกของ Meta ยืนยันเรื่องการลดพนักงานจริงแต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม
Mark Zuckerberg เคยส่งสัญญาณไว้ตั้งแต่ต้นปีแล้วว่าปีนี้จะมีการลดพนักงานอีก โดยเขาให้เหตุผลว่า "AI ทำให้คนทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น" จนตอนนี้พนักงานเพียงคนเดียวที่ใช้เครื่องมือ AI สามารถทำงานที่เมื่อก่อนต้องใช้ทีมขนาดใหญ่ทำได้ เขาเชื่อว่าปี 2026 จะเป็นปีที่ AI เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน
'ไมโครซอฟท์' ประกาศโครงการเกษียณโดยสมัครใจ
เว็บไซต์เดอะ การ์เดียนรายงานว่า ในวันเดียวกันนั้น ไมโครซอฟท์ประกาศต่อพนักงานเป็นครั้งแรกว่า บริษัทจะเสนอโครงการเกษียณอายุโดยสมัครใจให้กับพนักงานประมาณ 7% ของพนักงานทั้งหมดประมาณ 125,000 คนในสหรัฐอเมริกา
โครงการให้ "ลาออกโดยสมัครใจ" ซึ่งมุ่งเน้นไปที่พนักงานที่ทำงานมานาน โดยใช้เกณฑ์ตัดสินคือ "อายุ + อายุงาน" ต้องรวมกันได้ตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป เช่น อายุ 50 ปี และทำงานมาแล้ว 20 ปี
ข้อมูลจาก Financial Times ระบุว่ามีพนักงานเข้าข่ายเกณฑ์นี้กว่า 8,000 คน แต่ทางบริษัทยังไม่มีการให้ความเห็นเพิ่มเติมในตอนนี้
Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft เปิดเผยว่าการนำระบบ AI เข้ามาใช้ภายในองค์กรช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้นอย่างมหาศาล โดยเมื่อเดือนเมษายน 2025 ที่ผ่านมา เขาเคยระบุว่าปัจจุบัน AI สามารถช่วยจัดการงานเขียนโค้ด ของบริษัทได้สูงถึง 30% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีเริ่มเข้ามาแบ่งเบาภาระงานหลักได้มากขึ้น





