เงินเฟ้ออาเซียนกำลัง ‘ร้อนแรงขึ้น’ จากแรงกระแทกสงครามอิหร่าน ดันราคาพลังงานพุ่งลามทั้งภูมิภาค ประเทศพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางอย่าง ‘เวียดนาม-ฟิลิปปินส์’ เจ็บหนักสุด ส่วน 'ไทย' เสี่ยงเรื่องปุ๋ยมากที่สุด
ในขณะนี้ “เงินเฟ้อ” กำลังเร่งตัวทั่ว “ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” จากสงครามอิหร่าน โดยประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูง เช่น “เวียดนาม” และ “ฟิลิปปินส์” กำลังเผชิญการปรับขึ้นของราคาที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปีในเดือนมีนาคม
วันนี้ (23 เม.ย.) สิงคโปร์เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เพิ่มขึ้น 1.8% ในเดือนมีนาคม เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สูงขึ้นจาก 1.2% ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยการเพิ่มขึ้นนี้มี
สาเหตุหลักจากราคาภาคการขนส่งส่วนบุคคลที่สูงขึ้น ตามแถลงการณ์ร่วมของธนาคารกลางสิงคโปร์ และกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม
ทั้งสองหน่วยงานระบุว่า “แรงกดดันด้านต้นทุนจากการนำเข้าของสิงคโปร์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและขยายวงกว้างในช่วงหลายเดือนข้างหน้า”
ดาร์เรน เทย์ หัวหน้าฝ่ายความเสี่ยงประเทศภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ BMI ให้สัมภาษณ์กับนิกเกอิ เอเชียว่า “ความเสี่ยงของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระจุกตัวอยู่ในน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป” และแนวโน้มดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนในภาคการผลิต การขนส่ง และการเงินการค้า “ผลกระทบด้านเงินเฟ้อ จึงกระจายตัวกว้างในเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม”
เขายังชี้ว่า สถานการณ์นี้แตกต่างจากยุโรป ซึ่งแรงกระแทกส่วนใหญ่ส่งผ่านทางราคาก๊าซธรรมชาติและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือน
ขณะเดียวกัน “เวียดนาม” เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 4.65% ในเดือนมีนาคมเมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี ตามข้อมูลทางการ
สำหรับ “ภาคการขนส่ง” เป็นหมวดที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยพุ่งกว่า 12% จากราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ค่าโดยสารเครื่องบินและรถไฟก็เพิ่มขึ้นในระดับเลขสองหลัก
ใน “ฟิลิปปินส์” ราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 4.1% ในเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอัตราที่เร็วที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี โดยเงินเฟ้อในหมวดขนส่งเร่งตัวขึ้นเป็น 9.9% จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับขึ้นแรง
ชีอานา เยว่ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Oxford Economics ระบุว่า ฟิลิปปินส์ดูจะเปราะบางที่สุดในบรรดาประเทศอาเซียนขนาดใหญ่ “ประเทศนี้พึ่งพาพลังงานนำเข้าอย่างมาก มีการผลิตน้ำมันและก๊าซในประเทศจำกัด และพึ่งพาอุปทานจากตะวันออกกลางสูง”
ไม่นานหลังสงครามปะทุ ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ได้ลดวันทำงานของภาครัฐเหลือสัปดาห์ละ 4 วัน และสั่งให้หน่วยงานรัฐลดการใช้พลังงานลงสูงสุด 20%
เยว่ระบุว่า “พื้นที่ทางการคลังของประเทศยังค่อนข้างจำกัด ทำให้รัฐบาลมีความสามารถในการใช้มาตรการอุดหนุนเพื่อลดแรงกระแทกด้านราคาได้ไม่มาก”
ด้านฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของหนี้รัฐบาลฟิลิปปินส์จาก “มีเสถียรภาพ” ลงสู่ “เชิงลบ” โดยอ้างถึงความเสี่ยงต่อการเติบโตในระยะกลางจากการลงทุนภาครัฐที่ถูกรบกวน และการเผชิญกับแรงกระแทกด้านพลังงานโลกอย่างหนัก
ส่วน “มาเลเซีย” มีดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 1.7% ในเดือนมีนาคม จาก 1.4% ในเดือนก่อนหน้า โดยเทย์จาก BMI ระบุว่า “มาเลเซียได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากมีการผลิตพลังงานในประเทศ”
ขณะที่ “ไทย” มีดัชนีราคาผู้บริโภคลดลง 0.08% ในเดือนมีนาคม โดยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศถูกควบคุมผ่านมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาของรัฐบาลในช่วงครึ่งแรกของเดือน ซึ่งไทยเผชิญภาวะราคาปรับลดต่อเนื่องมาแล้ว 12 เดือน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหนี้ครัวเรือนที่สูงกดดันกำลังซื้อ
อย่างไรก็ตาม “ราคาปุ๋ยพุ่งขึ้นตามราคาน้ำมัน” อาริส ดาคานาย นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้านอาเซียนจาก HSBC กล่าว พร้อมระบุว่า ในกลุ่มประเทศอาเซียน “ฟิลิปปินส์และไทย” มีความเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าอาหารหรือปุ๋ย โดยเฉพาะปุ๋ยจากตะวันออกกลาง ขณะที่อินโดนีเซียมีความเปราะบางน้อยที่สุด
อ้างอิง: nikkei





