สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ตอกย้ำบทบาทความแข็งแกร่งของดอลลาร์สหรัฐในฐานะสกุลเงินหลักของโลก โดยข้อมูลล่าสุดจาก Swift หรือ Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication ระบุว่า ส่วนแบ่งของดอลลาร์ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 51.1% ในเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้นจาก 49.2% ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่มีการปรับปรุงวิธีการจัดเก็บข้อมูลในปี 2023 ขณะที่สกุลเงินยูโรตามมาเป็นอันดับสองด้วยส่วนแบ่งประมาณ 21% ตามด้วยปอนด์สเตอลิงก์ เยน และหยวนของจีน ตามลำดับ
แม้ว่าในปี 2025 ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ จะเคยปรับตัวลดลงถึง 8% สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี แต่จากรายงานของทีมวิจัย JPMorgan นำโดย จอยซ์ ชาง ระบุว่าความอ่อนแอของค่าเงินในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ส่งผลให้บทบาทของดอลลาร์ในฐานะทุนสำรองหรือสกุลเงินหลักในตลาดทุนลดน้อยลงแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่เกิดเหตุความขัดแย้งกับอิหร่านในช่วงปลายเดือนก.พ. ค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้นประมาณ 0.8% ท่ามกลางภาวะตลาดเงินที่ผันผวนอย่างหนักจากการที่นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและหันเข้าหาดอลลาร์ในฐานะ "สินทรัพย์ปลอดภัย" (Safe Haven) หลังเกิดเหตุโจมตีระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลและอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงราคาน้ำมันโลก
ทางด้านกระแสการลดการพึ่งพาดอลลาร์ หรือ De-dollarization นั้น JPMorgan วิเคราะห์ว่าจากข้อมูลที่ปรากฏยังไม่เห็นแนวโน้มดังกล่าวในวงกว้าง แต่เป็นเพียงการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ของพอร์ตการลงทุนมากกว่า แม้ว่าจีนจะพยายามผลักดันระบบการชำระเงินระหว่างประเทศของตัวเอง (CIPS) มาตั้งแต่ปี 2015 เพื่อเป็นทางเลือกแทน Swift แต่การยอมรับจากธนาคารทั่วโลกยังคงเป็นไปอย่างล่าช้า
ในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา เงินหยวน มีส่วนแบ่งการทำธุรกรรมผ่าน Swift อยู่ที่ 3.1% ซึ่งยังคงต่ำกว่าระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เคยทำไว้ในปี 2024 ขณะเดียวกันนักลงทุนยังคงจับตาใกล้ชิดถึงนโยบายกำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ของสหรัฐในระยะยาว
อ้างอิง: Bloomberg





