ท่ามกลางเกมชิงห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก ‘เวียดนาม’ เร่งกระชับพันธมิตร ‘เกาหลีใต้’ หวังดึงเงินลงทุน-ยกระดับอุตสาหกรรมชิป-AI มากกว่าเพียงรับจ้างประกอบ และเพื่อลดการพึ่งพาจีนจากแรงกดดันของสหรัฐ
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า “โต เลิม” ผู้นำเวียดนาม เตรียมเป็นเจ้าภาพต้อนรับ “อี แจ-มยอง” ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในวันนี้ (22 เม.ย.) นับเป็นการพบกันครั้งที่สองในรอบไม่ถึงหนึ่งปี
อีซึ่งเคยพบกับเลิมครั้งล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคมก่อนหน้า เดินทางถึงฮานอยพร้อมคณะนักธุรกิจขนาดใหญ่ หลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนอินเดีย และมีกำหนดหารือเป็นเวลา 2 วัน
เป็นที่คาดว่า จะมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างภาครัฐอย่างน้อย 12 ฉบับ และย้ำเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีให้แตะ 150,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030
รัฐบาลเวียดนามระบุว่า การค้าระหว่างสองประเทศเพิ่มขึ้น 9.6% ในปีที่ผ่านมา สู่ระดับ 89,500 ล้านดอลลาร์
ผู้นำเกาหลีใต้ระบุว่า โซลมีแผน “ขยายความร่วมมือในสาขายุทธศาสตร์ เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงความร่วมมือในประเด็นระดับโลก เช่น เสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน การเติบโตอย่างยั่งยืน และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”
ในฝั่งเวียดนาม ซึ่งเป็นผู้ส่งออกโทรศัพท์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ กำลังมุ่งเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยก่อนการเยือนครั้งนี้ วู โฮ เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำเกาหลีใต้ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า ความร่วมมือควรมุ่งไปที่ “เซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์”
สำหรับเกาหลีใต้ ถือเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในแง่มูลค่าการลงทุนสะสม โดยกลุ่ม Samsung ซึ่งรวมถึงยักษ์ใหญ่ชิป Samsung Electronics เป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุด ด้วยเม็ดเงินกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่อยู่ในโรงงานผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
แหล่งข่าวหลายรายระบุว่า Samsung ได้หารือกับทางการเวียดนามมานานหลายปีเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการตั้ง “โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ส่วนปลายน้ำ”
ขณะเดียวกัน Intel, Amkor และบริษัทข้ามชาติอื่น ๆ ก็มีโรงงานชิปส่วนปลายน้ำในเวียดนามจำนวนมาก โดยเน้นกระบวนการที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น การประกอบ ทดสอบ และบรรจุภัณฑ์
ควัก ซองอิล ผู้บริหารจากสถาบัน Korea Institute for International Economic Policy ระบุว่า บริษัทเกาหลีใต้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของเวียดนาม สามารถขยายโครงการฝึกอบรมร่วม เพื่อช่วยสร้างบุคลากรที่มีทักษะ รองรับเป้าหมายอุตสาหกรรมของฮานอย
แนวทางดังกล่าวยังช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนแรงงานของผู้ผลิตเกาหลีใต้ด้วย
นอกจากนี้ ความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับเกาหลีใต้ จะช่วยให้เวียดนามสามารถพัฒนาการผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ ฝึกแรงงานทักษะสูง และลดความเปราะบางต่อแรงกดดันจากภายนอก
ทั้งนี้ เวียดนามกำลังเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐให้ลดการพึ่งพาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากจีน โดยวอชิงตันได้เพิ่มการตรวจสอบในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาว่า สินค้าจีนถูกส่งผ่านเวียดนามเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีของสหรัฐหรือไม่
อ้างอิง: reuters





