วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน 2569

Login
Login

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 20 April 2026

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 20 April 2026

ตลาดน้ำมันดิบยังคงผันผวน ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากการเจรจาสันติภาพตะวันออกกลาง

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 20 April 2026

รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (17 – 23 เม.ย. 69)

ราคาน้ำมันดิบยังคงผันผวนจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แม้จะมีความคืบหน้าของการประกาศหยุดยิงชั่วคราวระหว่างเลบานอนและอิสราเอลเป็นเวลา 10 วัน เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาสันติภาพ แต่ความไม่แน่นอนของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงเป็นปัจจัยกดดันตลาด

เนื่องจากนักลงทุนประเมินว่าโอกาสในการบรรลุข้อตกลงในระยะสั้นยังมีจำกัด และสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจหากการเจรจาไม่คืบหน้า รวมถึงยังมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้นหลังสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีมติสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ผู้นำอาหรับและยุโรปมองว่าการเจรจาอาจใช้เวลานานถึง 6 เดือน และจำเป็นต้องเร่งคลี่คลายสถานการณ์เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนขนส่งที่อาจนำไปสู่วิกฤตอาหารโลก พร้อมกันนี้ ตลาดยังคงติดตามนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่เตรียมนำมาตรการภาษีกลับมาใช้ในช่วงต้นเดือน ก.ค. 69 ภายใต้มาตรา 301 ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อภาวะเศรษฐกิจและการค้าโลก

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้

•  ความคืบหน้าการเจรจาหยุดยิงระหว่างเลบานอนและอิสราเอล หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับนาย   โจเซฟ อูน ประธานาธิบดีเลบานอน และนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล บรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นระยะเวลา 10 วัน ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 69 เวลา 17.00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ (ตรงกับวันที่ 17 เม.ย. 69 เวลา 04.00 น. ตามเวลาไทย) เพื่อเปิดทางสู่สันติภาพระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่ามีแผนจะเชิญผู้นำทั้งสองประเทศมาเจรจาสันติภาพที่ทำเนียบขาว ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในลำดับถัดไป ซึ่งจะถือเป็นการพูดคุยครั้งสำคัญครั้งแรกระหว่างอิสราเอลและเลบานอนในรอบ 30 ปี อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการประกาศหยุดยิง แต่สถานการณ์การปะทะระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังดำเนินต่อเนื่อง ทางด้านนายเนทันยาฮูยืนยันว่ากองทัพอิสราเอลจะยังคงปักหลักที่เขตปลอดภัย (Security Zone) ทางตอนใต้ของเลบานอน

• การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ยังคงเป็นปัจจัยที่สร้างความกังวลต่อภาวะตลาด เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อมั่นว่าการเจรจาดังกล่าวจะสามารถนำไปสู่ข้อตกลงได้ในระยะสั้น แม้กระทรวงการต่างประเทศปากีสถานออกแถลงการณ์ว่า สหรัฐฯ และอิหร่านกำลังหารือกันผ่านทางปากีสถานเพื่อจัดการเจรจารอบที่สอง

โดยประเด็นนิวเคลียร์จะยังคงเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการหารือ ซึ่งทางด้านนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านไม่สามารถนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพได้ รัฐบาลทรัมป์มีแนวโน้มปรับยุทธศาสตร์จากการใช้กำลังทางทหาร ไปสู่การเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น เพื่อบีบให้อิหร่านยอมเข้าสู่เงื่อนไขที่สหรัฐฯ ต้องการ

โดยส่งสัญญาณชัดว่า มาตรการทางการเงินที่เตรียมนำมาใช้จะมีความรุนแรงในระดับที่เปรียบได้กับ “การโจมตีทางทหาร” ต่อเศรษฐกิจอิหร่าน นอกจากนี้ Reuters รายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านอาจมุ่งเน้นไปที่การบรรลุข้อตกลงร่วมกันชั่วคราว (Temporary Memorandum) มากกว่าการทำข้อตกลงสันติภาพถาวร

•  ขณะเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้มีมติสนับสนุนการดำเนินปฏิบัติการทางทหารของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการโจมตีอิหร่าน โดยมีผลการลงมติ 214 ต่อ 213 เสียง เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 69 ส่งผลให้ญัตติของพรรคเดโมแครต ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อระงับการดำเนินสงครามจนกว่าจะได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสไม่ผ่านความเห็นชอบและสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าทำสงครามกับอิหร่านต่อไปได้

•  สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ผู้นำประเทศอาหรับและยุโรปบางส่วนประเมินว่าการทำข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจใช้เวลาถึง 6 เดือน อีกทั้งได้เสนอให้ขยายระยะเวลาหยุดยิงเพื่อเปิดทางให้มีโอกาสเจรจาสำเร็จ พร้อมเร่งให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาใช้งานโดยเร็ว เนื่องจากหากสถานการณ์ไม่คลี่คลายในเร็ว ๆ นี้ อาจส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและการขนส่งสูงขึ้นจนเสี่ยงเกิดวิกฤตอาหารโลก

•  นอกจากนี้ ตลาดจับตานโยบายการค้าของสหรัฐฯ หลังนายสกอตต์ เบสเซนต์ เผยว่าเตรียมนำมาตรการภาษีของสหรัฐฯ กลับมาบังคับใช้อีกครั้งในช่วงต้นเดือน ก.ค. 69 โดยจะเปลี่ยนมาใช้มาตรา 301แทนมาตราเดิม หลังก่อนหน้านี้ศาลฎีกาตัดสินว่ามาตรการเดิมขัดต่อรัฐธรรมนูญและเกินขอบเขตอำนาจ ซึ่งการนำมาตรการภาษีกลับมาใช้อีกครั้งอาจสร้างความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกและความต้องการใช้พลังงานโลกด้วย

•  ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ยอดขายปลีก ยอดขายบ้าน เดือน มี.ค. 69 ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ จัดทำโดย S&P Global เดือน เม.ย. 69

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ ผลผลิตภาคการก่อสร้าง เดือน ก.พ. 69 อัตราส่วนเงินงบประมาณของรัฐบาลต่อมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศประจำปี 2568 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน เม.ย. 69  ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกหนี้ชั้นดีระยะ 5 ปี เดือน เม.ย. 69

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (10 - 16 เม.ย. 69)

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 11.25 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 94.58 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 7.01 ดอลลาร์สหรัฐฯ  มาอยู่ที่ 96.73 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเชิงบวกเกี่ยวกับการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างต่อเนื่อง

โดยผู้นำสหรัฐฯ เผยว่าการขยายระยะเวลาหยุดยิง ซึ่งจะครบกำหนดเดิมในวันที่ 22 เม.ย.69 อาจไม่มีความจำเป็น พร้อมส่งสัญญาณว่ามีความคืบหน้าที่ใกล้จะบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมากว่า 7 สัปดาห์ ขณะที่รายงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เผยว่าการเติบโตของอุปสงค์น้ำมันโลกในปี 2569 จะหดตัวลง 0.08 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำกว่ารายงานครั้งก่อนหน้าซึ่งคาดการณ์ว่าเติบโตที่ระดับ 0.64 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยความต้องการใช้น้ำมันที่หดตัวลงได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น

ขณะที่ IEA คาดการณ์ว่าความต้องการใช้น้ำมันของโลกในเดือน มี.ค. และ เม.ย. 69 จะหดตัวลงที่ระดับ 0.8 และ 2.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ตลาดได้รับแรงหนุนหลังสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 10 เม.ย.69 ปรับลดลง 0.91 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 463.8 ล้านบาร์เรล ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้นราว 1.9 ล้านบาร์เรล

อีกทั้งการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปคพลัสในเดือน มี.ค. 69 ปรับลด 7.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ระดับ 29.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดส่งผลให้ชาติสมาชิกต้องปรับลดกำลังการผลิตลง 

ภายใต้ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และวางแผนจัดหาน้ำมันดิบอย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างเต็มกำลัง ควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้น เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน