จีนนำเข้าโลหะเงินพุ่งทำสถิติสูงสุด จากแรงซื้อของนักลงทุนรายย่อยที่หันมาเก็ง 'เงินแท่ง' แทนทองคำที่แพงเกินเอื้อม และจากการลงทุนโซลาร์ที่มาแรงยุคน้ำมันแพง
การนำเข้า “โลหะเงิน” (Silver) ของจีนในเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา พุ่งแตะระดับ "สูงสุดเป็นประวัติการณ์" ที่ 836 ตัน หลังความต้องการจากนักลงทุนรายย่อยและอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ของจีน ผลักดันการสั่งซื้อจนสูงกว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาลอย่างมีนัยสำคัญ
จีนซึ่งเป็นผู้บริโภคโลหะเงินรายใหญ่ที่สุดของโลก เพิ่มปริมาณการนำเข้าอย่างแข็งแกร่งมาตั้งแต่ต้นปีนี้ ตามข้อมูลการเปิดเผยของกรมศุลกากรจีนในวันจันทร์ที่ 20 เม.ย. โดยเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยตามฤดูกาลในเดือนมี.ค. ย้อนหลัง 10 ปี ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 306 ตัน
ทองแพงเกินเอื้อม คนจีนหันลงทุน 'เงินแท่ง'
ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจาก "นักลงทุนรายย่อย" ที่เข้าซื้อโลหะเงินแท่งขนาดเล็กจำนวนมากในฐานะ "ทางเลือกแทนทองคำ" ที่มีราคาแพงเกินไป
ก่อนหน้านี้บลูมเบิร์กเคยรายงานว่า "กระแสฟีเวอร์" การลงทุนในโลหะมีค่าของจีนกำลังสะท้อนผ่านบรรยากาศในตลาดค้าปลีกที่คึกคัก โดยเฉพาะตลาด Shuibei ในเมืองเซินเจิ้น ที่มีผู้ซื้อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลัง "ราคาเงิน" (Silver) ทะยานขึ้นเหนือ 80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงปลายปี 2025
แม้ราคาเงินจะปรับตัวขึ้นแรง แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ และมีความผันผวนสูงโดยมีจังหวะให้เข้าออกมากพอจะดึงดูดนักลงทุนรายย่อยที่รู้สึกว่า "พลาดโอกาสในตลาดทองคำไปแล้ว
ปรากฏการณ์ดังกล่าวคล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในปี 2013 ที่ผู้บริโภคในจีน โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงวัยกลางคน แห่เข้าซื้อทองคำจนทำให้จีนแซง "อินเดีย" ขึ้นเป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก
รอบนี้ความสนใจได้เปลี่ยนจากทองคำมาสู่ “เงิน” ซึ่งถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ยังมีอัพไซด์ และได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากปัจจัยในตลาดโลก เช่น สต็อกในจีนที่ลดลง และความเสี่ยงจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐที่อาจกระทบอุปทาน
อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่ร้อนแรงเริ่มชะลอตัวลงในระยะหลัง สะท้อนถึง "ความเปราะบาง" ของอุปสงค์จากนักลงทุนรายย่อย แม้ราคาเงินยังคงสูงกว่าปีก่อนอย่างมากก็ตาม และนักลงทุนกลุ่มนี้ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางตลาดในระยะถัดไป
หนุนการผลิตโซลาร์ในยุคน้ำมันแพง
อีกปัจจัยสับสนุนสำคัญก็คือ ผู้ผลิตแผงโซลาร์ที่เร่งการผลิตล่วงหน้าก่อนการยกเลิกมาตรการคืนภาษีส่งออกในวันที่ 1 เม.ย. โดยอุตสาหกรรมโซลาร์ใช้เงินคิดเป็นราว 1 ใน 5 ของอุปทานทั้งปี และมีฐานการผลิตหลักอยู่ในจีน
ก่อนหน้านี้ กรมศุลกากรจีนเปิดเผยว่า การส่งออกเทคโนโลยีพลังงานสะอาดของจีนในเดือนมี.ค. ขยายตัวอย่างโดดเด่นเมื่อเทียบรายปี โดยการส่งออกเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 80% ขณะที่การส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน เพิ่มขึ้น 53% และ 34% ตามลำดับ
ตัวเลขส่งออกล่าสุดยังสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความแข็งแกร่งของการส่งออกพลังงานสีเขียวของจีน นับตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่านเมื่อ 7 สัปดาห์ก่อน
จับตาตัวเลขจะโตยั่งยืนหรือไม่
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าอัตราการนำเข้าโลหะเงินที่อยู่ในระดับสูงเช่นนี้ ไม่น่าจะยั่งยืน
“การนำเข้าที่พุ่งขึ้นอย่างมากเช่นนี้จะไม่สามารถยั่งยืนได้ และกระแสในอนาคตจะกลับสู่ระดับปกติ" ซื่อเจีย อู๋ นักวิเคราะห์จากบริษัทจินรุ่ย ฟิวเจอร์ส ในเซินเจิ้นกล่าว “ไม่มีภาวะอุปสงค์-อุปทานไม่สมดุลในระยะยาวสำหรับเงิน เนื่องจากจีนเป็นผู้ผลิตโลหะเงินรายใหญ่ที่สุดของโลก”
บลูมเบิร์กระบุว่า ความต้องการที่แข็งแกร่งผลักดันให้ราคาในตลาดจีนสูงกว่าราคาตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ กระตุ้นให้นักค้าโลหะขนส่งเงินจากทั่วโลกเข้ามาเก็งกำไรจากส่วนต่างราคาในจีน โดยส่วนใหญ่จะผ่านมาทางฮ่องกง
ทั้งนี้ ราคาเงินและทองคำได้ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนม.ค. หลังวิกฤติพลังงานจากสงครามอิหร่านจุดความกังวลเงินเฟ้อ ซึ่งกดดันสินทรัพย์มีค่าแบบไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ขณะเดียวกัน ความต้องการจากนักลงทุนรายย่อยซึ่งมักเกิดตามการปรับขึ้นของราคาอย่างร้อนแรง ก็เริ่มชะลอตัวลง
ส่วนการใช้โลหะเงินในภาคอุตสาหกรรมของจีน ยังเผชิญแรงกดดันจากรัฐบาลปักกิ่งที่ให้คำมั่นจะควบคุมกำลัง "การผลิตส่วนเกิน" ในภาคโซลาร์ ซึ่งมีแนวโน้มจะทำให้ผลผลิตลดลง ขณะที่ราคาที่อยู่ในระดับสูงยังอาจผลักดันให้อุตสาหกรรมหันไปใช้โลหะพื้นฐานที่มีราคาถูกกว่าแทนเงิน





