วันอังคาร ที่ 21 เมษายน 2569

Login
Login

สงครามเดือด ดัน ‘หุ้นอาวุธ’ เอเชียเนื้อหอม อานิสงส์แห่เพิ่มงบกลาโหม

สงครามเดือด ดัน ‘หุ้นอาวุธ’ เอเชียเนื้อหอม อานิสงส์แห่เพิ่มงบกลาโหม

สงครามเดือด ดัน ‘หุ้นอาวุธ’ เอเชียเนื้อหอม 3 ยักษ์กลาโหมติดโผผลงานดีสุดในโลก อานิสงส์แห่เพิ่มงบกลาโหม นักลงทุนแห่เก็งกำไรระยะยาว

บลูมเบิร์กรายงานว่า หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศใน “เอเชีย” กลับมาเป็นที่จับตาของนักลงทุนอีกครั้ง หลังเกิดการเร่งสะสมอาวุธทั่วโลกซึ่งมีชนวนเหตุมาจากความขัดแย้งกับอิหร่าน โดยนักลงทุนมองว่านี่ไม่ใช่แค่การเก็งกำไรระยะสั้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่เป็นโอกาสเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

3 บริษัทเอเชียติดท็อปโลก

ปีนี้ หุ้นเอเชีย 3 บริษัท ได้แก่ Hanwha Systems  และ LIG Nex1 จากเกาหลีใต้ รวมถึง Astroscale จากญี่ปุ่น ติดอันดับ 5 บริษัทด้านกลาโหมที่มีผลงานดีที่สุดในโลกจากการจัดอันดับของ Bloomberg 

ส่วนหุ้นกลุ่มป้องกันประเทศของอินเดียก็พุ่งขึ้น 14% ในปีนี้ จากนโยบายเน้นผลิตและซื้อในประเทศ หรือ หุ้น ST Engineering Ltd. ในสิงคโปร์ ราคาบวกขึ้น 13% นับแต่เริ่มสงคราม

สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง BofA Securities และ Jupiter Asset Management ชี้ว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการขยายตัว เพราะความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ทั่วโลกเห็นความสำคัญของการเพิ่มขีดความสามารถทางทหาร

TJ Thornton จาก BofA Securities และ ฟรานซิส ตัน  จาก CA Indosuez วิเคราะห์ว่าเอเชียเปลี่ยนจาก "ผู้ซื้อ" มาเป็น "ผู้เชี่ยวชาญ" โดยมีจุดเด่นคือ เกาหลีใต้โดดเด่นเรื่องราคาที่แข่งขันได้ เทคโนโลยีมาตรฐาน NATO และ ระยะเวลาการส่งมอบที่เร็วที่สุดในโลก รวมทั้งบริษัทเอเชียสามารถแทรกตัวเข้าไปในห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐและยุโรปได้อย่างแนบเนียน

ตะวันออกกลาง ตัวเร่งงบประมาณ

สถานการณ์ระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังคงตึงเครียดและไม่แน่นอน แม้จะมีความพยายามเจรจาสันติภาพ โดยล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่ากองทัพเรือสหรัฐ ได้ยึดเรือบรรทุกสินค้าอิหร่านหลังการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซนานหนึ่งสัปดาห์ เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ประเทศในตะวันออกกลางและยุโรปต้องเร่งเพิ่มงบประมาณทหารเพื่อเปลี่ยนกลยุทธ์จากการ "ตั้งรับ" เป็น "การป้องปรามเชิงรุก"

NATO ตั้งเป้าจะเพิ่มงบประมาณกลาโหมให้ถึง 5% ของ GDP ภายในปี 2035 ข้อมูลจาก Bloomberg Intelligence ระบุว่าตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา ค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมของยุโรปเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 10% ต่อปี (ในรูปเงินดอลลาร์) โดยมีสงครามในยูเครนเป็นตัวขับเคลื่อนหลักก่อนหน้านี้

เว่ย หลี่  หัวหน้านักกลยุทธ์จาก BlackRock ระบุว่าสงครามตะวันออกกลางคือตัวเร่งโครงสร้างธุรกิจความมั่นคง นักลงทุนอาศัยจังหวะที่ราคาหุ้นอ่อนตัวลงในช่วงสงครามเพื่อเข้าซื้อ เพราะเชื่อมั่นในเหตุผลเชิงกลยุทธ์ที่มั่นคงกว่าเดิมในระยะยาว

แซม คอนราด จาก Jupiter Asset Management ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลหลายแห่งทั่วโลกแทบไม่ได้เพิ่มงบกลาโหมเมื่อเทียบกับ GDP มานานหลายสิบปีแล้ว ดังนั้นแม้สงครามอิหร่านจะจบลงในวันพรุ่งนี้ แต่แผนการเพิ่มงบประมาณทหารจะยังคงดำเนินต่อไปเพื่อชดเชยส่วนที่ขาดหายไป

 

อ้างอิง Bloomberg