ราคาน้ำมันดิบ-ก๊าซพุ่งขึ้น หลังจากกองทัพเรือสหรัฐยึดเรืออิหร่าน ขณะเตหะรานยิงใส่เรือ และกลับมาปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังเพิ่งเปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าว
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบ-ก๊าซพุ่งขึ้นหลังจากกองทัพเรือสหรัฐยึดเรืออิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์อันวุ่นวาย ซึ่งเตหะรานได้ยิงใส่เรือ และกลับมาใช้มาตรการควบคุมในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเพิ่งเปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าว นักลงทุนหวั่นสงครามอิหร่านทวีความรุนแรง
เช้าวันจันทร์ นี้ ( 20 เม.ย.69) ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นมากถึง 7.9% สู่ระดับ 97.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากร่วงลงมากกว่า 9% เมื่อวันศุกร์ ท่ามกลางสัญญาณการผ่อนคลายความขัดแย้ง ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ซื้อขายใกล้ระดับ 90 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาก๊าซในยุโรปทะยานขึ้น 11%
เตหะรานได้ปิดเส้นทางยุทธศาสตร์แห่งนี้อีกครั้งเมื่อวันเสาร์ หลังจากประกาศว่าการที่สหรัฐปิดกั้นเรือที่ออกจากท่าเรืออิหร่านถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซึ่งจะสิ้นสุดในวันอังคาร
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า กองทัพเรือสหรัฐได้ยิง และยึดเรือลำดังกล่าวในอ่าวโอมาน หลังจากเรือไม่ปฏิบัติตามคำเตือนให้หยุดขณะออกจากช่องแคบฮอร์มุซ เหตุการณ์นี้นับเป็นการเผชิญหน้าครั้งสำคัญครั้งแรกในมาตรการปิดล้อมที่กินเวลาหนึ่งสัปดาห์
เหตุการณ์เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการให้สัมภาษณ์โต้ตอบกันเรื่องการเจรจาสันติภาพที่อิสลามาบัด โดยทรัมป์กล่าวว่าเขาเห็นโอกาสในการทำข้อตกลง ขณะที่ฝ่ายอิหร่านระบุว่ายังไม่มี “แนวโน้มที่ชัดเจน” ของการบรรลุข้อตกลงใดๆ
“ความหวังที่ว่าสงครามกำลังจะยุติได้สลายไปในช่วงสุดสัปดาห์” จอห์น คิลดัฟ หุ้นส่วนของ Again Capital กล่าว “ช่องแคบฮอร์มุซไม่เคยถูกเปิดอย่างแท้จริง และปริมาณอุปทานที่ถูกรบกวนยังคงเพิ่มขึ้นทุกวัน”
ทั้งนี้ ก่อนเกิดสงครามสหรัฐ-อิสราเอล กับอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ มีน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณหนึ่งในห้าของโลกถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ภาวะเผชิญหน้ากันที่ช่องแคบฮอร์มุซกำลังคุกคามให้วิกฤติพลังงานโลกเลวร้ายลง และบ่อนทำลายคำทำนายของทรัมป์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ว่าสงครามจะยุติลงอย่างรวดเร็ว ช่องแคบดังกล่าวเป็นเพียงหนึ่งในประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อยุติ ซึ่งรวมถึงศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน และการรุกรานเลบานอนอย่างต่อเนื่องของอิสราเอลด้วย
ความขัดแย้งครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดช็อกด้านอุปทานที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อรุนแรงขึ้น และถ่วงการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก ผลกระทบสะสมต่อเศรษฐกิจโลกจากสงครามครั้งนี้จะเริ่มปรากฏชัดในสัปดาห์นี้ โดยผลสำรวจภาวะธุรกิจจากหลายประเทศอาจบ่งชี้ถึงความเสี่ยงของภาวะ “Stagflation” (เศรษฐกิจซบเซาแต่เงินเฟ้อสูง)
อัปเดตราคาน้ำมัน (20 เม.ย.69)
น้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนมิถุนายน พุ่งขึ้น 6.9% สู่ระดับ 96.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 06:02 น. ตามเวลาในสิงคโปร์
น้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพฤษภาคม พุ่งขึ้น 6.7% สู่ระดับ 89.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สัญญาเดือนพฤษภาคม จะหมดอายุในวันอังคาร ขณะที่สัญญาที่มีการซื้อขายคึกคักกว่าคือ เดือนมิถุนายน ปรับขึ้น 6.5% สู่ระดับ 87.95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


