เปิดตัวเลขสงครามอิหร่าน 50 วัน ฉุดน้ำมันโลกหายจากระบบกว่า 500 ล้านบาร์เรล เสียหายยับ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ สะเทือนอุปทานพลังงานครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่
จนถึงวันนี้ (19 เม.ย. 69) "สงครามอิหร่าน" ได้ล่วงเช้าสู่วันที่ 50 แล้ว และทำให้เกิดวิกฤติการณ์พลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี สร้างความเสียหายเป็นมูลค่ามหาศาล
จากการประเมินของนักวิเราะห์และการคำนวณของสำนักข่าวรอยเตอร์สพบว่า
"ตลอดสงครามอิหร่าน 50 วัน โลกได้สูญเสียน้ำมันไปมากถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์" (ราว 1.6 ล้านล้านบาท)
จากปริมาณการผลิตที่หายไปนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น และผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้คาดว่าจะยืดเยื้อไปอีกหลายเดือนหรือกระทั่งหลายปี
นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. มีน้ำมันดิบและคอนเดนเสทรวมกว่า "500 ล้านบาร์เรล" ได้หายไปจากตลาดโลก ตามข้อมูลของ Kpler ซึ่งถือเป็นการหยุดชะงักด้านอุปทานพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
หากอธิบายในอีกมุมหนึ่ง ปริมาณน้ำมัน 500 ล้านบาร์เรลที่หายไป อาจเทียบเท่ากับปริมาณดังนี้
จากการประเมินของ Wood Mackenzie จะเทียบเท่ากับ
- การหยุดใช้น้ำมันเครื่องบินทั้วโลกเป็นเวลา 10 สัปดาห์
- การหยุดเดินทางทางถนนทั่วโลก 11 วัน
- เศรษฐกิจโลกไม่มีน้ำมันใช้เป็นเวลา 5 วัน
จากการประเมินของ Reuters จะเทียบเท่ากับ
- ความต้องการใช้น้ำมันของสหรัฐเกือบ 1 เดือน
- ความต้องการใช้น้ำมันของยุโรปมากกว่า 1 เดือน
- ปริมาณเชื้อเพลิงที่กองทัพสหรัฐใช้ถึง 6 ปี (อ้างอิงการใช้เฉลี่ยปีละ 80 ล้านบาร์เรล ในปีงบฯ 2021)
- การใช้งานในอุตสาหกรรมขนส่งทางเรือระหว่างประเทศทั่วโลกราว 4 เดือน
เปิดข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ
สงครามครั้งนี้ทำให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวอาหรับ สูญเสียกำลังการผลิตรวมราว 8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมี.ค. ใกล้เคียงกับกำลังการผลิตรวมของ Exxon Mobil และ Chevron ซึ่งเป็นสองบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของโลก
จากข้อมูลของบริษัท Kpler พบว่า การส่งออกน้ำมันเครื่องบินจากซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต บาห์เรน และโอมาน ลดลงจาก 19.6 ล้านบาร์เรลในเดือนก.พ. เหลือเพียง 4.1 ล้านบาร์เรลรวมกันในช่วงมี.ค. -เม.ย. ในปัจจุบัน
ปริมาณดังกล่าวที่หายไป นับว่ามากพอสำหรับเที่ยวบินไปกลับระหว่างสนามบิน JFK นิวยอร์ก - ฮีทโธรว์ ลอนดอน ถึงราว 20,000 เที่ยว
ด้วยราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยราว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง ปริมาณที่หายไปดังกล่าวคิดเป็นรายได้ที่สูญเสียไปราว 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเทียบเท่าประมาณ "1% ของจีดีพีเยอรมนี" หรือใกล้เคียงกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศขนาดเล็กอย่าง "ลัตเวีย" หรือ "เอสโตเนีย"
การฟื้นตัวอาจใช้เวลาหลายปี
สถานการณ์การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งยังเป็นเรื่องที่ชวนสับสนและยากจะคาดเดาชัดเจนได้ เมื่อวันศุกร์ที่ 17 เม.ย. อิหร่านได้ประกาศ "เปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ" ให้เรือพาณิชย์ได้สัญจรอีกครั้ง ทำให้ราคาน้ำมันโลกร่วงลงทันทีถึง 10% แต่ถัดมาในวันเสาร์ กองทัพอิหร่านกลับเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ โดยได้โจมตีเรือพาณิชย์หลายลำ พร้อมประกาศว่าน่านน้ำดังกล่าวอยู่ภายใต้การ “ควบคุมอย่างเข้มงวด” ของอิหร่าน โดยอ้างว่าสหรัฐยังคงปิดล้อมท่าเรืออิหร่านอย่างต่อเนื่อง
แต่ไม่ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดได้อีกครั้งหรือไม่ "การฟื้นตัวของการผลิตและการขนส่งน้ำมัน" ก็คาดว่าจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า
สต็อกน้ำมันดิบบนบกทั่วโลกลดลงราว 45 ล้านบาร์เรลในเดือนเม.ย. เพียงเดือนเดียว ขณะที่ตั้งแต่ปลายเดือนมี.ค. ปริมาณการผลิตที่หยุดชะงักลง พุ่งขึ้นแตะระดับราว 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน
แหล่งน้ำมันดิบหนักใน "คูเวต" และ "อิรัก" อาจต้องใช้เวลานาน 4-5 เดือนจึงจะกลับสู่ระดับการผลิตปกติ ส่งผลให้การดึงสต็อกยังคงดำเนินต่อไปตลอดฤดูร้อน ขณะที่ความเสียหายต่อโรงกลั่นแอลเอ็นจี Ras Laffan ของ "กาตาร์" อาจทำให้การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคต้องใช้เวลาหลายปี
ที่มา: Reuters





