วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน 2569

Login
Login

สิงคโปร์ขึ้นแท่นสู่ ‘สวรรค์พักเงิน’ หลังเงินทุนหนีภัยสงคราม เผ่นออกหนีดูไบ

สิงคโปร์ขึ้นแท่นสู่ ‘สวรรค์พักเงิน’ หลังเงินทุนหนีภัยสงคราม เผ่นออกหนีดูไบ

สงครามอาจทำลายเมือง แต่ในโลกการเงิน นี่กลับสร้าง ‘ผู้ชนะใหม่’ ขึ้นมา เมื่อความไม่แน่นอนปกคลุมตะวันออกกลาง เงินทุนระดับมหาเศรษฐีก็เริ่มไหลออกจากพื้นที่เสี่ยง และกำลังหันหน้าเข้าสู่ ‘สิงคโปร์’ แทน ในฐานะสวรรค์พักเงิน

ในโลกของการเงิน “ความกลัว” ไม่ได้ทำให้เงินหายไปไหน เพียงแต่ “ย้ายที่อยู่” โดยก่อนสงครามอิหร่านจะปะทุ เมืองการเงินอย่าง “ดูไบ” เคยเป็นแม่เหล็กดึงดูดเงินทุนมหาศาลจากมหาเศรษฐีทั่วโลก แต่เมื่อภาพจำของภูมิภาคเปลี่ยนไป และถูกลากเข้าสู่วงขัดแย้งได้ง่าย เงินก้อนเดิมเหล่านั้นก็เริ่มมองหาที่หลบภัยใหม่ และปลายทางที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ คือ “สิงคโปร์”

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการย้ายเงิน แต่คือการเปลี่ยน “ศูนย์ถ่วง” ของระบบการเงินในเอเชีย เนื่องจากสิงคโปร์กำลังถูกมองว่าเป็นตลาดที่มีเสถียรภาพเชิงนโยบาย ระบบกำกับดูแลเข้มแข็ง และให้ผลตอบแทนที่ “คาดการณ์ได้” มากกว่า ในโลกที่ผันผวน

เมื่อโลกเต็มไปด้วยความเสี่ยง นักลงทุนมีแนวโน้มไม่วิ่งหา “ผลตอบแทนสูงสุด” แต่จะวิ่งหา “ความแน่นอนสูงสุด” และนี่คือจุดที่สิงคโปร์ได้เปรียบ

สิ่งที่น่าสนใจคือ กระแสนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ธนาคารรายใหญ่ของสิงคโปร์เองก็กำลังเผชิญแรงกดดันจากธุรกิจดั้งเดิม และจำเป็นต้องเร่งหาทางเติบโตจากแหล่งรายได้ใหม่เช่นกัน

“สิงคโปร์อาจได้รับประโยชน์จากกระแสเงินทุนความมั่งคั่งที่ไหลเข้ามาจากอ่าวเปอร์เซียมากขึ้น โดยเฉพาะจากศูนย์กลางอย่างดูไบ” อีธาน โรเบิร์ตสัน นักวิเคราะห์อาวุโสด้านธนาคารจาก BMI กล่าวกับนิกเกอิ เอเชีย

เมื่อรายได้ดอกเบี้ยเริ่มอ่อนแรง ธนาคารต้องหันพึ่ง ‘ธุรกิจคนรวย’

สำหรับการไหลเข้าของเงินทุน เกิดขึ้นในช่วงที่ธนาคารใหญ่ของสิงคโปร์กำลังเผชิญ “กำไรลดลง” จากธุรกิจสินเชื่อแบบเดิมเช่นกัน

ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสิงคโปร์ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ DBS, OCBC และ UOB ต่างรายงานกำไรลดลงในปี 2025 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การระบาดใหญ่ในปี 2020 เหตุผลหลักมาจากสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยที่เปลี่ยนไป ทำให้การเติบโตของธุรกิจสินเชื่อและรายได้จากส่วนต่างดอกเบี้ยชะลอลง

DBS มีกำไรสุทธิลดลง 3% เหลือ 11,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ขณะที่ OCBC และ UOB ต่างเผชิญแรงกดดันมากกว่า โดย UOB มีกำไรลดลงแรงที่สุดในกลุ่มถึง 23% เหลือ 4,700 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

ภาพนี้สะท้อนว่า แม้ธนาคารสิงคโปร์จะยังแข็งแรง แต่เครื่องยนต์เดิมอย่างธุรกิจสินเชื่อเริ่มไม่แรงเหมือนในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยสูง

เมื่อรายได้จาก “สินเชื่อ” โตได้ยากขึ้น ธนาคารจึงหันไปเพิ่มน้ำหนักให้กับรายได้ที่มาจาก “ค่าธรรมเนียม” โดยเฉพาะธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ซึ่งเป็นธุรกิจที่ให้บริการดูแล ลงทุน วางแผนมรดก และบริหารสินทรัพย์ให้กับลูกค้าที่มีฐานะสูง

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะในยุคดอกเบี้ยขาลง ธนาคารที่ยังพึ่งรายได้ดอกเบี้ยเป็นหลัก ย่อมถูกบีบมากกว่าธนาคารที่สามารถดึงเงินลูกค้าเข้ามาอยู่ในระบบของตัวเอง และเก็บค่าธรรมเนียมจากการบริหารสินทรัพย์ได้ต่อเนื่อง

OCBC เปิดเกมก่อน ตั้ง ‘คณะกรรมการความมั่งคั่ง’ ลุยทั้งกลุ่ม

หนึ่งในสัญญาณชัดเจนที่สุดคือ ธนาคาร OCBC ของสิงคโปร์ ประกาศตั้ง “คณะกรรมการบริหารความมั่งคั่ง” ขึ้นมาครอบคลุมหลายหน่วยธุรกิจภายในกลุ่ม ภายใต้การนำของซีอีโอตัน เต็ก หลง เพื่อให้การรุกธุรกิจนี้ไม่ใช่เพียงความร่วมมือเฉพาะประเทศหรือเฉพาะหน่วยงาน แต่เป็นยุทธศาสตร์ระดับทั้งกลุ่มอย่างจริงจัง

แนวคิดนี้สะท้อนว่า ธนาคารไม่ได้มองธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเป็นเพียงบริการเสริมอีกต่อไป แต่กำลังมองว่า เป็นแกนหลักของการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะในโลกที่คนมั่งคั่งต้องการมากกว่าการฝากเงินหรือกู้เงิน ซึ่งต้องการสถาบันที่ช่วย “รักษาและส่งต่อความมั่งคั่ง” ให้ข้ามรุ่นได้

OCBC ยังเปิดเผยด้วยว่า เพียงเดือนมีนาคมเดือนเดียว ธนาคารสามารถนำสินทรัพย์ผ่านช่องทางธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เข้าไปยังหนึ่งในกองทุนที่ลงทุนในบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีธุรกิจอยู่ในสิงคโปร์

DBS, OCBC, UOB แข่งกันจับเงินใหม่เข้าระบบ

ข้อมูลการไหลเข้าของเงินทุนใหม่สะท้อนแนวโน้มนี้ได้ชัด ธนาคาร DBS มี “เม็ดเงินสินทรัพย์ใหม่สุทธิจากลูกค้า” เพิ่มขึ้นถึง 39,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปี 2025 จาก 21,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปีก่อนหน้า

ขณะที่ธนาคาร OCBC และ UOB มีเงินใหม่ไหลเข้าสุทธิ 27,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และ 11,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ตามลำดับ

ตัวเลขเหล่านี้สำคัญมาก เพราะชี้ว่า ธนาคารสิงคโปร์ไม่ได้แค่ “รักษาฐานลูกค้าเดิม” แต่กำลังดึงทรัพย์สินใหม่เข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งมีเงินใหม่เข้ามามาก ก็ยิ่งมีโอกาสสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมจากการบริหารสินทรัพย์ การจัดพอร์ต การขายผลิตภัณฑ์การลงทุน และบริการที่เกี่ยวข้องมากขึ้น

ฝั่ง DBS ถึงกับระบุว่า สิ่งที่น่าพอใจมากไม่ใช่แค่การเติบโตของเงินใหม่ แต่คือรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 27% และเติบโตแข็งแรงในหลายส่วนของธุรกิจ

‘เงินหนีภัย’ ไม่ได้ไหลมาแบบทันทีทันใด

อย่างไรก็ดี ภาพของสิงคโปร์ในฐานะผู้ชนะก็ไม่ควรถูกมองแบบง่ายเกินไป เพราะแม้จะมีมุมบวกจากการไหลเข้าของเงินทุน แต่ธนาคารบางแห่งเองก็ยังระมัดระวังที่จะไม่สรุปว่า สงครามอิหร่านทำให้เกิดการย้ายความมั่งคั่งครั้งใหญ่จากอ่าวอาหรับมาสิงคโปร์ในทันที

ชิว มุน หยิว ผู้บริหารด้านไพรเวท แบงก์กิ้งของ UOB ระบุว่า ณ เวลานี้ ธนาคารยังไม่เห็นการโยกย้ายความมั่งคั่งครั้งใหญ่หรือฉับพลันจากรัฐในอ่าวอาหรับเข้าสู่สิงคโปร์อันเป็นผลโดยตรงจากสงครามอิหร่าน และชี้ว่า ลูกค้าที่ต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากเขตอำนาจหนึ่ง ๆ มักใช้เวลา ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นจะสะท้อนออกมา

จุดนี้สำคัญ เพราะช่วยแยกแยะว่า “เทรนด์กำลังก่อตัว” ไม่ได้แปลว่า “เงินทะลักเข้ามาในชั่วข้ามคืน” การเคลื่อนย้ายทรัพย์สินของคนมั่งคั่งระดับสูงมักเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ภาษี โครงสร้างครอบครัว มรดก บริษัทโฮลดิ้ง และการวางแผนข้ามประเทศ จึงมักเกิดแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป”

แต่ถึงจะไม่ได้เกิดทันที ความได้เปรียบเชิงภาพลักษณ์ของสิงคโปร์ก็อาจสะสมพลังได้มากในระยะยาว

เหตุใดสิงคโปร์จึงได้เปรียบในเกมนี้

เหตุผลที่สิงคโปร์ได้เปรียบ ไม่ได้มีเพียงเรื่องภูมิศาสตร์หรือความสงบเรียบร้อย แต่เป็นการผสมกันของหลายปัจจัย

อย่างแรกคือ ภาพลักษณ์ด้าน “ความปลอดภัยเชิงระบบ” นักลงทุนจำนวนมากไม่ได้ต้องการเพียงหลบสงคราม แต่ต้องการอยู่ในระบบการเงินที่กฎหมายชัดเจน กฎกำกับเชื่อถือได้ และมีธรรมาภิบาลสูง สิงคโปร์ตอบโจทย์ตรงนี้มานานแล้ว

อย่างที่สองคือ สิงคโปร์มีฐานะเป็นศูนย์กลางการเงินเอเชียอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นเมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือนจากภายนอก เงินจึงมีแนวโน้มไหลเข้าสู่ระบบที่พร้อมรองรับ มากกว่าจะไหลไปยังตลาดที่ยังไม่แข็งแรงพอ

นี่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงผลประโยชน์ชั่วคราวจากสงคราม แต่เป็นโอกาสเชิงโครงสร้างระยะยาว

อีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจคือ ธนาคารสิงคโปร์ไม่ได้แข่งขันกันเพียงเสนอผลตอบแทนหรือผลิตภัณฑ์ลงทุน แต่กำลังพยายามสร้างความสัมพันธ์ลึกกับครอบครัวผู้มีความมั่งคั่งสูง

ไพรเวท แบงก์กิ้งของทั้ง 3 ธนาคาร กำลังพัฒนาความสัมพันธ์กับลูกค้ามั่งคั่งและทายาทของพวกเขา โดยจัดโปรแกรมด้านการเงินที่ออกแบบมาอย่างประณีต เพื่อพูดคุยเรื่องการรักษาความมั่งคั่งข้ามรุ่น และสร้างความภักดีของครอบครัวต่อสถาบันการเงินเหล่านี้ในระยะยาว

ขณะเดียวกันก็ต้องคัดกรองแหล่งที่มาของเงินอย่างเข้มงวด เพราะสิงคโปร์ระวังอย่างมากต่อเงินที่อาจมีความเสี่ยงหรือมีที่มาน่าสงสัย

สงครามอาจช่วยเรื่องเงินใหม่ แต่ก็ทำร้ายเศรษฐกิจจริง

สงครามและความไม่แน่นอนทางการเมืองโลกไม่ได้สร้างแต่โอกาสให้ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจจริง ซึ่งในท้ายที่สุดก็อาจย้อนกลับมากระทบธนาคารอยู่ดี

อีธาน โรเบิร์ตสัน นักวิเคราะห์จาก BMI เตือนว่า หากความขัดแย้งทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจและสินเชื่อชะลอลง แต่ไม่ได้มีการเพิ่มขึ้นของรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งมากพอที่จะชดเชย ก็มีเหตุผลชัดเจนที่จะมองว่า ภาพรวมกำไรของธนาคารสิงคโปร์อาจอ่อนแอกว่าที่เคยคาดไว้แต่แรก

หนึ่งในความกังวลหลักคือ สงครามอิหร่านอาจซ้ำเติมความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและผู้บริโภคที่สั่นคลอนอยู่แล้วจากแรงกดดันเรื่องภาษีนำเข้าของสหรัฐ ทำให้ภาคธุรกิจเลือกใช้ท่าที “รอดูสถานการณ์” มากกว่าตัดสินใจลงทุนหรือขยายกิจการ ผลที่ตามมาคือ ความต้องการสินเชื่ออ่อนลง และการเติบโตของเครดิตในระบบชะลอ

CreditSights ก็เตือนถึงผลกระทบของสภาพเศรษฐกิจต่อภาคธนาคารในเอเชียหลังสงครามตะวันออกกลาง โดยมองว่า ความท้าทายหลักจะมาจากความต้องการสินเชื่อที่อ่อนลง และต้นทุนเครดิตที่เพิ่มขึ้นบ้างในภาคการค้าและการขนส่ง แม้จะยอมรับว่าธนาคารสิงคโปร์มีการเปิดรับความเสี่ยงต่อภูมิภาคตะวันออกกลางโดยตรงค่อนข้างจำกัดก็ตาม

สรุปคือ สงครามอาจช่วยให้ธนาคารมีโอกาสดึง “เงินลูกค้ารวย” ได้มากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน ก็อาจทำให้เศรษฐกิจอ่อนแรงจนธุรกิจสินเชื่อโตยากขึ้นเช่นกัน

เงินเฟ้อและเฟด ตัวแปรซ้อนที่อาจเปลี่ยนสมการกำไรธนาคาร

อีกประเด็นที่ผูกโยงกันอย่างแนบแน่นคือผลของสงครามต่อเงินเฟ้อโลก หากความขัดแย้งทำให้ราคาพลังงานและต้นทุนต่าง ๆ ปรับขึ้น ก็อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐไม่สามารถลดดอกเบี้ยต่อได้ง่าย หรืออาจต้องรักษาท่าทีเข้มงวดนานกว่าที่ตลาดคาด

สำหรับธนาคารสิงคโปร์ เรื่องนี้มีสองด้าน ด้านหนึ่ง ภาวะดอกเบี้ยที่ยังตึงอยู่มักช่วยให้ธนาคารทำรายได้จากธุรกิจสินเชื่อได้ดีขึ้น เพราะอัตราการปล่อยกู้และส่วนต่างดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับเอื้ออำนวยมากกว่าโลกดอกเบี้ยขาลงเร็ว

แต่อีกด้านหนึ่ง ต่อให้ส่วนต่างดอกเบี้ยถูกกดดันน้อยลง หากเศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยแรงเสียดทานจากภูมิรัฐศาสตร์ การเติบโตของสินเชื่อก็ยังอาจอยู่เพียงระดับต่ำถึงปานกลางเลขหลักเดียวเท่านั้น ตามมุมมองจาก S&P Global Ratings

ดังนั้น ต่อให้ธนาคารได้รับประโยชน์บางส่วนจากอัตราดอกเบี้ยที่ไม่ลดเร็ว ก็ไม่ได้แปลว่าภาพรวมจะสดใส เพราะคำถามใหญ่ยังอยู่ที่ว่า ลูกค้าจะกล้ากู้หรือไม่ กล้าลงทุนหรือไม่ และกล้าขยายกิจการหรือไม่

สิ่งที่กำลังเปลี่ยนจริง ๆ คือ ‘โครงสร้างรายได้’ ของธนาคารสิงคโปร์

สำหรับเรื่องนี้ อาจไม่ใช่เพียงข่าวความขัดแย้งในตะวันออกกลางช่วยดันสิงคโปร์ แต่คือสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านโมเดลธุรกิจธนาคารสิงคโปร์ทั้งระบบ

เดิมที ธนาคารพาณิชย์เติบโตจากการรับฝากเงินแล้วปล่อยกู้ แต่เมื่อโลกการเงินเข้าสู่ยุคที่การเติบโตของสินเชื่อไม่แน่นอน ดอกเบี้ยผันผวน และความมั่งคั่งของเอกชนในเอเชียเพิ่มขึ้น ธนาคารที่แข็งแรงจึงต้องขยับตัวไปสู่บทบาทใหม่ คือเป็นผู้ดูแลสินทรัพย์ เป็นที่ปรึกษา เป็นประตูสู่การลงทุน และเป็นผู้รักษาความมั่งคั่งข้ามรุ่น

ยิ่งโลกไม่แน่นอนเท่าใด ธนาคารที่สามารถสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมและความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าคุณภาพสูง ก็ยิ่งได้เปรียบมากขึ้น โดยในแง่นี้ สงครามอิหร่านอาจเป็น “ตัวเร่ง” ให้แนวโน้มที่กำลังก่อตัวอยู่แล้วนี้ชัดขึ้น

โลกที่ปั่นป่วน ยิ่งทำให้ ‘ความนิ่ง’ มีมูลค่า

สุดท้ายแล้ว ในโลกการเงิน ความมั่งคั่งไม่ได้วิ่งเข้าหาความตื่นเต้นอย่างเดียว แต่วิ่งเข้าหาความมั่นใจ

เมื่อดูไบและศูนย์กลางการเงินในตะวันออกกลางเผชิญแรงกดดันจากภาพสงคราม สิงคโปร์จึงยิ่งโดดเด่นในฐานะพื้นที่ที่นักลงทุนมองว่า “คาดเดาได้” มากกว่า “หวือหวา” ธนาคารยักษ์ใหญ่ของประเทศจึงมีโอกาสใช้จังหวะนี้เร่งขยายธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง เพื่อชดเชยความอ่อนแรงของรายได้จากดอกเบี้ยและการปล่อยกู้

อย่างไรก็ดี ภาพนี้ไม่ได้มีแต่ด้านบวก เพราะความขัดแย้งเดียวกันก็อาจกดดันเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น และความต้องการสินเชื่อไปพร้อมกัน ทำให้ธนาคารต้องเดินเกมอย่างระมัดระวังยิ่งกว่าเดิม

แต่หากมองในระยะยาว สิ่งที่เด่นชัดคือ สิงคโปร์กำลังสะสมแต้มต่อในฐานะ “เมืองหลวงของเงินทุนที่ต้องการความปลอดภัย” และในยุคที่โลกเต็มไปด้วยสงคราม ภาษีการค้า และความผันผวนแบบคาดไม่ถึง แต้มต่อเช่นนี้อาจมีค่ามากกว่าที่หลายคนคิด

อ้างอิง: nikkeibusinessbloomberg