ทำไมตลาดหุ้น ‘นิวไฮ’ แม้สงครามเดือด? โลกปรับตัวสู่ภาวะ ‘ปกติใหม่’ ตลาดชินชากับความผันผวน และความเชื่อที่ว่า ‘ทรัมป์’ มักจะยอมถอย ทำดัชนีสหรัฐฟื้นตัวแรง เร็วสุดเป็นประวัติการณ์
ท่ามกลางสงครามที่กำลังดุเดือด ตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลกปรับตัวสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการร์ นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น หรือตลาดหุ้นไต้หวัน ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์จนขึ้นแท่นตลาดที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 7 ของโลกแซงหน้าตลาดสหราชอาณาจักรไปแล้ว
เรื่องนี้ทำให้นักลงทุนทั่วโลกต่างสงสัยว่า ทำไมตลาดหุ้นยังคงเป็นบวก และทำนิวไฮได้ ในสถานการ์ที่สงครามในตะวันออกกลางนั้นยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 7 และวิกฤติพลังงานที่กำลังรุนแรงขึ้นในหลายภูมิภาค
ตลาดหุ้นเข้าสู่ยุค New Normal
รายงานของรอยเตอร์วิเคราะห์ว่า ตอนนี้ โลกได้ปรับตัวเข้าสู่ "ภาวะปกติใหม่" (New Normal) ที่ความผันผวนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว หุ้นวอลล์สตรีทและดัชนีหุ้นทั่วโลก ใช้เวลาเพียงแค่ 6 สัปดาห์ในการกลับมายืนอยู่ในระดับเดิมก่อนเกิดสงครามอิหร่าน
ในช่วงเริ่มต้นความขัดแย้งกับอิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐดิ่งลงไปประมาณ 8% จนแตะจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 30 มี.ค. แต่ดัชนีพุ่งกลับขึ้นมาถึง 11% จากจุดต่ำสุดจนตลาดหุ้นปิดที่ระดับ "สูงสุดเป็นประวัติการณ์" ติดต่อกัน 2 วัน
โจ เซย์ดล์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากเจพี มอร์แกน ไพรเวท แบงก์ กล่าวว่า “ตลาดหุ้นไม่ได้พยายามประเมินราคาตามสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่ตลาดหุ้นพยายามประเมินราคาตามสิ่งที่โลกกำลังจะเป็นในอีก 6-12 เดือนข้างหน้าเสมอ”
เชื่อทรัมป์ยอมถอยเพื่อ ‘เศรษฐกิจ’
ซีเอ็นบีซีรายงานว่า ตลาดหุ้นร่วงลงอย่างรุนแรงในช่วงแรก เพราะตลาดมีความกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น จะจุดชวนให้เกิดวิกฤติพลังงาน ลามไปสู่ตัวเลขเงินเฟ้อและระบบเศรษฐกิจ
นักเศรษฐศาสตร์มองว่า ในท้ายที่สุดนักลงทุนก็ยังเชื่อว่า ความตึงเครียดจะลดลง สงครามจะยุติลงในระยะเวลาอันใกล้ และการไหลของน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับสู่ภาวะปกติ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไม่เกรงกลัวต่อภาวะสงคราม คือความเชื่อที่ฝังรากลึกในหมู่นักลงทุนที่เรียกกันว่า "การค้าแบบ TACO" (Trump Always Caves Once) หรือทฤษฎีที่ว่า "ทรัมป์มักจะยอมถอยเสมอ" หากสถานการณ์บานปลายจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
แม้ว่าตัวทรัมป์ จะปฏิเสธแนวคิดเรื่องการยอมถอย โดยยืนยันว่าการเผชิญหน้าอย่างดุเดือดนั้นเป็นเพียง "กลยุทธ์การเจรจาที่ชาญฉลาด" เพื่อสร้างความได้เปรียบ
นักเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมของนักลงทุนมีบทเรียนในอดีตแล้ว
ย้อนไปในเหตุการณ์ "วันแห่งการปลดปล่อย" (Liberation Day) เมื่อเดือนเม.ย.ปี 2025 ตอนนั้นรัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศเก็บภาษีศุลกากรนำเข้าอย่างหนักจนส่งผลให้ตลาดหุ้นร่วงกราวลงกว่า 12% ภายในไม่กี่วัน แต่ทันทีที่ตลาดดิ่งลง ทรัมป์ กลับตัดสินใจระงับการเก็บภาษีชั่วคราวเป็นเวลา 90 วัน ส่งผลให้หุ้นดีดตัวกลับขึ้นมาอย่างรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
หุ้นเสี่ยงปรับฐาน 10%
แม้ตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้น แต่ ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชาส ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ IMF เตือนว่า แม้จะมีข่าวการหยุดยิงชั่วคราว แต่ความเสียหายบางส่วนได้เกิดขึ้นไปแล้ว และความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะดิ่งลงยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะหากความขัดแย้งยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบรุนแรงไปทั่วโลก
มาร์ค แซนดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของมูดี้ส์มองว่าหุ้นก็ไม่น่าจะปรับตัวสูงขึ้นมากนักจนกว่าจะชัดเจนว่าสหรัฐหลุดพ้นจากวงสงครามและผลกระทบจากเศรษฐกิจแล้ว
“หากนักลงทุนคาดการณ์ผิดพลาด และประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ยอมถอยหรือถอนสหรัฐ ออกจากสงครามอย่างรวดเร็ว ตลาดหุ้นอาจเผชิญกับ “การปรับฐานครั้งใหญ่” หรือเลวร้ายกว่านั้น การปรับฐานของตลาดหุ้นหมายถึงการลดลงอย่างน้อย 10% จากจุดสูงสุดล่าสุด” แซนดีกล่าว





