วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน 2569

Login
Login

ทำไมตลาดหุ้น ‘นิวไฮ’ แม้สงครามเดือด เชื่อ 'ทรัมป์' ยอมถอยเพื่อเศรษฐกิจ

ทำไมตลาดหุ้น ‘นิวไฮ’ แม้สงครามเดือด  เชื่อ 'ทรัมป์'  ยอมถอยเพื่อเศรษฐกิจ


ทำไมตลาดหุ้น ‘นิวไฮ’ แม้สงครามเดือด? โลกปรับตัวสู่ภาวะ ‘ปกติใหม่’ ตลาดชินชากับความผันผวน และความเชื่อที่ว่า ‘ทรัมป์’ มักจะยอมถอย ทำดัชนีสหรัฐฟื้นตัวแรง เร็วสุดเป็นประวัติการณ์

ท่ามกลางสงครามที่กำลังดุเดือด ตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลกปรับตัวสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการร์ นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น หรือตลาดหุ้นไต้หวัน ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์จนขึ้นแท่นตลาดที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 7 ของโลกแซงหน้าตลาดสหราชอาณาจักรไปแล้ว

เรื่องนี้ทำให้นักลงทุนทั่วโลกต่างสงสัยว่า ทำไมตลาดหุ้นยังคงเป็นบวก และทำนิวไฮได้ ในสถานการ์ที่สงครามในตะวันออกกลางนั้นยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 7 และวิกฤติพลังงานที่กำลังรุนแรงขึ้นในหลายภูมิภาค

ตลาดหุ้นเข้าสู่ยุค New Normal

รายงานของรอยเตอร์วิเคราะห์ว่า ตอนนี้ โลกได้ปรับตัวเข้าสู่ "ภาวะปกติใหม่" (New Normal) ที่ความผันผวนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว หุ้นวอลล์สตรีทและดัชนีหุ้นทั่วโลก ใช้เวลาเพียงแค่ 6 สัปดาห์ในการกลับมายืนอยู่ในระดับเดิมก่อนเกิดสงครามอิหร่าน

ในช่วงเริ่มต้นความขัดแย้งกับอิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐดิ่งลงไปประมาณ 8% จนแตะจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 30 มี.ค. แต่ดัชนีพุ่งกลับขึ้นมาถึง 11% จากจุดต่ำสุดจนตลาดหุ้นปิดที่ระดับ "สูงสุดเป็นประวัติการณ์" ติดต่อกัน 2 วัน

โจ เซย์ดล์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากเจพี มอร์แกน ไพรเวท แบงก์ กล่าวว่า “ตลาดหุ้นไม่ได้พยายามประเมินราคาตามสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่ตลาดหุ้นพยายามประเมินราคาตามสิ่งที่โลกกำลังจะเป็นในอีก 6-12 เดือนข้างหน้าเสมอ”

 เชื่อทรัมป์ยอมถอยเพื่อ ‘เศรษฐกิจ’

ซีเอ็นบีซีรายงานว่า ตลาดหุ้นร่วงลงอย่างรุนแรงในช่วงแรก เพราะตลาดมีความกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น จะจุดชวนให้เกิดวิกฤติพลังงาน ลามไปสู่ตัวเลขเงินเฟ้อและระบบเศรษฐกิจ

นักเศรษฐศาสตร์มองว่า ในท้ายที่สุดนักลงทุนก็ยังเชื่อว่า  ความตึงเครียดจะลดลง สงครามจะยุติลงในระยะเวลาอันใกล้ และการไหลของน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับสู่ภาวะปกติ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไม่เกรงกลัวต่อภาวะสงคราม คือความเชื่อที่ฝังรากลึกในหมู่นักลงทุนที่เรียกกันว่า "การค้าแบบ TACO" (Trump Always Caves Once) หรือทฤษฎีที่ว่า "ทรัมป์มักจะยอมถอยเสมอ" หากสถานการณ์บานปลายจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

แม้ว่าตัวทรัมป์ จะปฏิเสธแนวคิดเรื่องการยอมถอย โดยยืนยันว่าการเผชิญหน้าอย่างดุเดือดนั้นเป็นเพียง "กลยุทธ์การเจรจาที่ชาญฉลาด" เพื่อสร้างความได้เปรียบ

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมของนักลงทุนมีบทเรียนในอดีตแล้ว 

ย้อนไปในเหตุการณ์ "วันแห่งการปลดปล่อย" (Liberation Day) เมื่อเดือนเม.ย.ปี 2025 ตอนนั้นรัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศเก็บภาษีศุลกากรนำเข้าอย่างหนักจนส่งผลให้ตลาดหุ้นร่วงกราวลงกว่า 12% ภายในไม่กี่วัน แต่ทันทีที่ตลาดดิ่งลง ทรัมป์ กลับตัดสินใจระงับการเก็บภาษีชั่วคราวเป็นเวลา 90 วัน ส่งผลให้หุ้นดีดตัวกลับขึ้นมาอย่างรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

หุ้นเสี่ยงปรับฐาน 10%

แม้ตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้น แต่ ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชาส ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ IMF เตือนว่า แม้จะมีข่าวการหยุดยิงชั่วคราว แต่ความเสียหายบางส่วนได้เกิดขึ้นไปแล้ว และความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะดิ่งลงยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะหากความขัดแย้งยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบรุนแรงไปทั่วโลก

มาร์ค แซนดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของมูดี้ส์มองว่าหุ้นก็ไม่น่าจะปรับตัวสูงขึ้นมากนักจนกว่าจะชัดเจนว่าสหรัฐหลุดพ้นจากวงสงครามและผลกระทบจากเศรษฐกิจแล้ว

“หากนักลงทุนคาดการณ์ผิดพลาด และประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ยอมถอยหรือถอนสหรัฐ ออกจากสงครามอย่างรวดเร็ว ตลาดหุ้นอาจเผชิญกับ “การปรับฐานครั้งใหญ่” หรือเลวร้ายกว่านั้น การปรับฐานของตลาดหุ้นหมายถึงการลดลงอย่างน้อย 10% จากจุดสูงสุดล่าสุด” แซนดีกล่าว