โรงกลั่นเอเชียรวม ‘ไทย’ หันซื้อ ‘น้ำมันสหรัฐ’ ยอดนำเข้าพุ่งสูงสุดในรอบ 3 ปี แม้ราคาน้ำมันสหรัฐพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ หลังสงครามอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซสัปดาห์ที่ 7
บลูมเบิร์กรายงานว่า โรงกลั่นในเอเชียพึ่งพาวัตถุดิบน้ำมันดิบจาก “สหรัฐ” มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากผู้ผลิตเชื้อเพลิงที่ขาดแคลนน้ำมันต่างพยายามค้นหาแหล่งน้ำมันทั่วโลกเพื่อทดแทนอุปทานจากตะวันออกกลาง เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลนที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ท่ามกลางสงครามในอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ดำเนินเข้าสู่สัปดาห์ที่ 7
ญี่ปุ่นเป็นผู้นำในการสั่งซื้อน้ำมันดิบจากสหรัฐ เพื่อจัดส่งในเดือนพ.ค. โดยมีผู้ประกอบการจากเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และ "ไทย" ร่วมสั่งซื้อด้วยเช่นกัน
ยอด ‘ส่งออก-นำเข้า’ น้ำมันสหรัฐพุ่ง
ข้อมูลจากกลุ่มผู้ค้าในตลาดระบุว่า มีการตกลงซื้อขายน้ำมันดิบจากบริเวณอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐไปแล้วอย่างน้อย 60 ล้านบาร์เรลเพื่อส่งมอบในเดือนหน้า ซึ่งเป็นปริมาณที่ใกล้เคียงกับยอดส่งมอบในเดือนเม.ย. และถือเป็นระดับการนำเข้าที่สูงที่สุดในรอบ 3 ปี
ข้อมูลจากรัฐบาลสหรัฐแสดงให้เห็นว่า ยอดการส่งออกน้ำมันซึ่งรวมทั้งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันแปรรูป พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 13 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในจำนวนนี้เป็นการส่งออกน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ยใ
อย่างไรก็ตาม การซื้อขายในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเริ่มชะลอตัวลง เนื่องจากราคาน้ำมันจากสหรัฐที่ส่งมอบไปยังเอเชียพุ่งสูงขึ้นจนเกินราคาน้ำมันจากตะวันออกกลาง ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันจากแหล่งนี้เริ่มมีความคุ้มค่าน้อยลงในเชิงเศรษฐกิจ
ส่วนต่างราคาของน้ำมันดิบ Mars ซึ่งเป็นน้ำมันประเภทกำมะถันสูงของสหรัฐที่ผู้ซื้อใช้เพื่อทดแทนน้ำมันจากตะวันออกกลาง ได้พุ่งสูงขึ้นในเดือนเม.ย.โดยมีราคาสูงกว่าราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานของอเมริกาเหนือถึง 15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
กลุ่มผู้ค้ายังระบุด้วยว่า ประเทศในเอเชียได้สั่งซื้อน้ำมันดิบจากแหล่ง Alaska North Slope เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นน้ำมันที่มีกำมะถันสูงและมีคุณภาพใกล้เคียงกับน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซีย โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา น้ำมันจากอลาสก้ามีราคาซื้อขายสูงเป็นประวัติการณ์ โดยมีส่วนต่างราคาสูงกว่าราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานโลกถึง 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ความต้องการซื้อจากเอเชียทำให้โรงกลั่นในภูมิภาคนี้ต้องแข่งขันกับโรงกลั่นน้ำมันจากส่วนอื่นๆ ของโลก โดยน้ำมันดิบบางส่วนที่ถูกซื้อเพื่อส่งมายังเอเชียนั้น เดิมทีเป็นยอดการจองของผู้แปรรูปน้ำมันในยุโรป
จากข้อมูลอย่างเป็นทางการพบว่า ประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นผู้ซื้อน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดจากสหรัฐ โดยมีเกาหลีใต้ตามมาเป็นอันดับที่ 2
ขนส่งด้วยเรือใหญ่พิเศษ จุ 2 ล้านบาร์เรล
น้ำมันดิบส่วนใหญ่ที่ส่งออกจากสหรัฐมายังเอเชียจะถูกขนส่งโดยใช้เรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) ซึ่งมีความจุประมาณ 2 ล้านบาร์เรล
นอกจากนี้ยังมีการใช้เรือบรรทุกน้ำมันขนาดที่ย่อมลงมาอย่างเรือ Aframax ซึ่งมีข้อดีคือสามารถแล่นผ่านคลองปานามาได้ ช่วยให้การขนส่งข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกมายังเอเชียตะวันออกทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
โรฮิต ราธอด นักวิเคราะห์อาวุโสด้านตลาดน้ำมันจาก Vortexa กล่าวว่า ในขณะนี้เจ้าของเรือบรรทุกน้ำมันต่างมองว่า เมื่อไม่สามารถรับสินค้าในพื้นที่อ่าวตะวันออกกลางได้ ภูมิภาคแอตแลนติกจึงกลายเป็นแหล่งทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ พร้อมทั้งคาดการณ์ว่ายอดการส่งออกจากอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แม้ว่าความขัดแย้งจะสิ้นสุดลงในเร็วๆ นี้ก็ตาม
อ้างอิง Bloomberg





