S&P ชี้อันดับเครดิตของอาเซียนเผชิญแรงกดดันจากวิกฤติพลังงาน “ไทย” ยังมีเสถียรภาพรองรับความเสี่ยงไหว ขณะที่ “อินโดนีเซีย” เปราะบางสุดหากสงครามยืดเยื้อ
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings ประเมินสถานการณ์อันดับเครดิตล่าสุดของประเทศในกลุ่มอาเซียน พบว่า หลายประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันด้านอันดับความน่าเชื่อถือจาก "วิกฤตพลังงาน" ในสงครามตะวันออกกลาง โดย "อินโดนีเซีย" เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงมากที่สุด
ในขณะที่ "ประเทศไทย" แม้มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวและพื้นที่ทางการคลังถูกจำกัดลง แต่ก็ยังคงมี “จุดแข็งสำคัญด้านเครดิต” ที่ช่วยพยุงเสถียรภาพโดยรวม
รายงานชี้ว่า เสถียรภาพด้านนโยบายการเงินและฐานะต่างประเทศที่แข็งแกร่งของไทย เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยรองรับแรงกระแทกจากภายนอก แม้ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะกดดันเศรษฐกิจและฐานะการคลังในระยะข้างหน้าก็ตาม
ในทางกลับกัน “อินโดนีเซีย” ถูกมองว่าเปราะบางที่สุดในอาเซียนหากความขัดแย้งยืดเยื้อ โดย S&P ระบุว่า ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจะเพิ่มภาระเงินอุดหนุนของรัฐบาลและกดดันงบประมาณ ขณะเดียวกัน ต้นทุนนำเข้าน้ำมันที่สูงขึ้นยังทำให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มขยายตัว
นอกจากนี้ เงินเฟ้อที่เร่งตัวอาจนำไปสู่อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่สูงขึ้น ซึ่งจะผลักดันต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐให้เพิ่มขึ้น และยิ่งเพิ่มความเปราะบางด้านเครดิต
S&P ระบุว่าประเทศที่มี “กันชนอันดับความน่าเชื่อถือ” จำกัด มีความเสี่ยงที่คุณภาพเครดิตจะอ่อนแอลง หากแรงกระแทกต่อตลาดพลังงานยังคงยืดเยื้อ ซึ่งในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น อินโดนีเซียมีความอ่อนไหวมากที่สุดต่อปัจจัยดังกล่าว
ขณะที่ “มาเลเซีย” ยังมีศักยภาพรับมือแรงกระแทกจากราคาพลังงานโลกได้ จากตลาดทุนที่มีขนาดใหญ่และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แม้ภาระเงินอุดหนุนและการขาดดุลงบประมาณมีแนวโน้มสูงขึ้นก็ตาม
ส่วน “เวียดนาม” ยังมีระดับกันชนเพียงพอ แม้ต้นทุนนำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่ลดลง อาจเริ่มกดดันสภาพคล่องภายนอก
ทั้งนี้ S&P ประเมินในกรณีฐานว่า ความรุนแรงของสงครามในตะวันออกกลางจะถึงพีกในระยะใกล้ และการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเริ่มคลี่คลายในเดือนเมษายนนี้ อย่างไรก็ดี ความปั่นป่วนในตลาดพลังงานอาจยังยืดเยื้ออีกหลายเดือน โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ จะอยู่ที่เฉลี่ยราว 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงที่เหลือของปี 2569
ที่มา: Bloomberg





