รอยเตอร์รายงานว่า "เทคโนโลยี" ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ชนะที่แท้จริง ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการแข่งขันที่ดุเดือด แม้ว่าปัจจุบันโลกจะเกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกอย่างชัดเจน จนความตึงเครียดทางการค้าและสงครามกลายเป็นปัจจัยลบที่นักลงทุนต้องเผชิญอยู่ทุกวัน แต่กลายเป็นว่าตลาดหุ้นกลับสามารถฟื้นตัวจากวิกฤติต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
จากความผันผวน สู่ ‘ภาวะปกติใหม่’
รายงานระบุว่าตอนนี้ โลกได้ปรับตัวเข้าสู่ "ภาวะปกติใหม่" (New Normal) ที่ความผันผวนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ลาดหุ้นวอลล์สตรีทและดัชนีหุ้นทั่วโลก ใช้เวลาเพียงแค่ 6 สัปดาห์ในการกลับมายืนอยู่ในระดับเดิมก่อนเกิดสงครามอิหร่าน
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นในครั้งนี้ถือว่ารวดเร็วเป็นประวัติการณ์ โดยใช้เวลาน้อยกว่าการฟื้นตัวจากสงครามภาษีในยุคของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ถึง 2 สัปดาห์ และรวดเร็วกว่าวิกฤติอื่น ๆ ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นช่วงโควิด-19 ที่ต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน หรือวิกฤติเงินเฟ้อและดอกเบี้ยพุ่งสูงจากสงครามยูเครนที่ต้องรอนานถึง 2 ปี
‘เทคโนโลยี-AI’ ดันตลาดหุ้นไต้หวัน-ญี่ปุ่น
ทว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจและตลาดหุ้นฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น AI เทคโนโลยีชีวภาพ และพลังงานสะอาด รวมถึงการเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มารองรับอุตสาหกรรมเหล่านี้
แม้ช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีกลุ่มเทคโนโลยีจะปรับตัวลดลงตามข่าวสงคราม แต่ในทางกลับกัน ความคาดหวังเรื่องผลกำไรของบริษัทเหล่านี้กลับพุ่งสูงขึ้น จนทำให้นักลงทุนรีบกระโดดกลับเข้ามาซื้อหุ้นในราคาที่ถูกลง
นักวางกลยุทธ์จาก BlackRock ระบุว่า แม้หุ้นกลุ่มพลังงานและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะช่วยดันตัวเลขคาดการณ์กำไรต่อหุ้น ของทั้งปีให้สูงขึ้น แต่กลุ่มที่ถูกปรับเพิ่มประมาณการกำไรมากที่สุดจริงๆ คือกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐ รวมถึงผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ในไต้หวันและเกาหลีใต้
จากกระแสความเฟื่องฟูของ AI ส่งผลให้มูลค่าตลาดหุ้นไต้หวันพุ่งทะยานทะลุ 4.14 ล้านล้านดอลลาร์ แซงหน้าตลาดหุ้นสหราชอาณาจักรที่มีมูลค่า 4.09 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ปัจจุบันไต้หวันกลายเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่เป็น อันดับ 7 ของโลก เรียบร้อยแล้ว
หัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้คือบริษัท TSMC (Taiwan Semiconductor Manufacturing Co.) ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลกที่ทำกำไรไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ ที่ 5.42 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน เพิ่มขึ้นถึง 58% จากปีก่อน
ส่วนดัชนี Nikkei 225ของญี่ปุ่นก็แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันนี้ (16เม.ย.) ใกล้แตะ 60,000 จุด โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI
ทาง BlackRock ยังวิเคราะห์ว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันเป็นตัวผลักดันให้รัฐบาลทั่วโลกต้องให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอวกาศ รวมถึงการพยายามพึ่งพาพลังงานของตนเองให้มากขึ้น
ขณะที่ภาคเอกชนก็ต้องทุ่มงบลงทุนเพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ห่วงโซ่อุปทาน เมื่อนำปัจจัยเหล่านี้มารวมกับกระแส AI ก็ยิ่งจะกลายเป็นแรงส่งมหาศาลที่กระตุ้นความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานทั่วโลก
หากปีที่ผ่านมาตลาดเคยกังวลว่าหุ้นเทคโนโลยีกำลังเกิดภาวะฟองสบู่ เหตุการณ์ในช่วงเดือนที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความต้องการเทคโนโลยีในโลกที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายนั้นมีอยู่จริง และดูเหมือนว่าความวุ่นวายทางการเมืองโลกนี่เองที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยประคองไม่ให้ฟองสบู่ลูกนี้แตก





